บทนำ

                ผมเชื่อว่าคนส่วนมากรู้จักคำว่าคาวบอยจากภาพยนตร์และทีวี แต่น้อยคนนักที่จะได้อ่านข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชีวิตที่แท้จริง ที่แตกต่างจากภาพยนต์ของพวกเขา วิถีชีวิตคาวบอยในอเมริกาเป็นเรื่องที่น่าศึกษา พวกเขาคือผู้สร้างอเมริกาจากประเทศที่ป่าเถื่อน จนกลายเป็นชาติยิ่งใหญ่ภายในแค่ ๒๐๐ กว่าปี (ประกาศตนเป็นเอกราชจากการเป็นอาณานิคมอังกฤษ ๔ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๗๖  ถึงขณะนี้ ค.ศ. ๒๐๐๘ เท่ากับ ๒๓๒ ปี) แซงหน้าชาติเก่าแก่ที่เกิดมาเป็นพันๆ ปี อย่างจีน อินเดีย และหลายชาติในยุโรปทั้งหมด  จุดดีของวัฒนธรรมนี้อยู่ที่ตรงไหน เป็นเรื่องที่น่าค้นคว้าเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนไทยบางกลุ่ม ที่ผู้อ่านหลายท่านอาจจะยังไม่รู้ว่า กำลังเริ่มบุกเบิกตามรอยคาวบอย โดยมี วิถีชีวิตแบบคาวบอยไทย เพื่อจะได้นำสิ่งดีๆ เหล่านั้นมาเป็นตัวอย่าง และหลีกเลี่ยงข้อเสียที่ย่อมมีเช่นกัน เพื่อจะได้สร้างความสำเร็จให้แก่ตนเองบ้าง ไม่มากก็น้อย

                 ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น  เพื่อรวมรวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่แท้จริงของคาวบอยมาไว้ให้ผู้ที่สนใจได้อ่านกันง่ายๆ  รวมทั้งได้แนะนำเพลงคาวบอยแท้ๆ ทั้งเก่าและใหม่จำนวนหนึ่งมาให้รู้จักกัน เพลงพวกนี้ไม่ใช่เพลง country อย่างที่คนส่วนมากเข้าใจ แต่เป็นเพลงที่บอกเล่าความรู้สึกและวิถีชีวิตของพวกคาวบอยตัวจริง ที่ถ่ายทอดออกมาทางเสียงเพลง  

                เนื้อหาของหนังสือนี้ส่วนหนึ่ง รวบรวมจากกระทู้ที่ผมโพสต์เอาไว้ ในเว็บไซต์ www.cowboythai.com ซึ่งเป็นหัวหอกของการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล ของชุมชนในอินเตอร์เน็ต ที่รักชีวิตสไตล์คาวบอย-อินเดียน ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อให้คนที่สนใจชีวิตสไตล์คาวบอยแต่ไม่ได้ใช้อินเตอร์เน็ต ได้มีโอกาสอ่านกันบ้าง  ภาพและเนื้อหาจะอ้างถึงที่มาเอาไว้ใน footnote เพื่อให้ง่ายแก่การค้นคว้าเพิ่มเติม และขอขอบคุณเจ้าของแหล่งข้อมูลทุกท่านอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย

                                                                                                                                                                                Lonesome_Dove

 

 

 

ชีวิตและเพลงคาวบอย

Cowboys’ Life and Songs

 

บทที่ ๑. ที่มาของกระแสนิยมคาวบอย

          เพื่อเป็นการคาราวะต่อคาวบอยตัวจริงทั้งที่จากไปแล้วและยังอยู่ ก่อนที่เราจะไปดูว่า คาวบอยมาจากไหน มีตำนานเป็นมาอย่างไร  ขอยกบัญญัติ ๑๐ ประการของคาวบอย ที่คนที่รู้จักคาวบอยพอสมควรคงจะรู้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เอามาไว้ที่หน้าแรกของบทนี้ก่อนเลย เพื่อให้ผู้ที่จะอ่านต่อไป จะได้รู้ว่า คุณสมบัติของคาวบอยที่แท้จริงนั้น ควรเป็นอย่างไร

บัญญัติ ๑๐ ประการของคาวบอย

 

1. The Cowboy must never shoot first, hit a smaller man, or take unfair advantage.
   คาวบอยต้องไม่ยิงก่อน ไม่ชกคนที่ตัวเล็กกว่า ไม่เอาเปรียบผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม
2. He must never go back on his word, or a trust confided in him.
   คาวบอยต้องไม่กลับคำพูด หรือทำลายความไว้วางใจที่ผู้อื่นมอบให้เขา
3. He must always tell the truth.
   คาวบอยต้องรักษาสัตย์
4. He must be gentle with children, the elderly, and animals.
   คาวบอยต้องอ่อนโยนต่อเด็ก คนแก่ และกรุณาต่อสัตว์
5. He must not advocate or possess racially or religiously intolerant ideas.
   คาวบอยต้องไม่คิดและไม่สนับสนุน การแบ่งแยกเผ่าพันธุ์หรือศาสนา
6. He must help people in distress.
   คาวบอยต้องช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนทุกข์ยาก
7. He must be a good worker.
   คาวบอยต้องเป็นคนงานที่ดี
8. He must keep himself clean in thought, speech, action, and personal habits.
   คาวบอยต้องมีความสะอาดทางความคิด คำพูด การกระทำ และนิสัยส่วนตัว
9. He must respect women, parents, and his nation's laws.
   คาวบอยต้องให้เกียรติ์ผู้หญิง  เคารพพ่อแม่ และเคารพกฎหมาย
10. The Cowboy is a patriot.
   คาวบอยต้องเป็นผู้รักชาติ

 

                เมื่อได้รู้จักลักษณะของคาวบอย ในความหมายที่ยอมรับกันทั่วโลกพอสมควรแล้ว ก่อนที่จะไปถึงเรื่องตำนานคาวบอยเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน เรามาคุยกันถึงเรื่องใกล้ตัวก่อนดีกว่า เพราะหลายคนคงสงสัยคาใจอยู่นานแล้ว

๑.๑. ทำไมถึงชอบคาวบอย

            คนที่ชอบคาวบอยถึงขั้นแสดงออกให้คนอื่นมองเห็นได้ อาจได้รับคำถามนี้กันหลายคน  ผมก็เคยถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่า ทำไมถึงชอบคาวบอย  คำตอบของคนอื่นผมไม่ทราบ แต่คำตอบที่ผมบอกตามความรู้สึกส่วนตัว ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ได้ดูหนังคาวบอยสมัยเด็กๆ ก็คือ ชอบคาวบอยที่บุคลิกลักษณะของพระเอกที่เห็นจากในหนัง คือ เป็นคนพูดจริง ทำจริง กล้าได้กล้าเสีย รักษาคำพูด  ใครดีมาก็ดีตอบ ใครร้ายมาก็ร้ายตอบ แต่สุภาพอ่อนโยนกับผู้ที่อ่อนแอกว่า ช่วยคนที่ถูกรังแก และเก่งในเรื่องการต่อสู้ด้วยหมัดและปืน  นี่คือลักษณะโดยสรุปของวีรบุรุษในดวงใจ และเป็นทางออกของจิตใจ ในสังคมที่ต้องถูกเก็บกดด้านความประพฤติปฏิบัติอย่างมาก ตามธรรมเนียมไทย

                แม้ลักษณะของคนจริงแบบคาวบอยที่ผมว่าจะหาได้ยาก และตัวเองก็ทำตัวอย่างนั้นไม่ได้ แต่หนังคาวบอยคือสิ่งตอบสนองความอยากจะเป็น และอยากจะทำ ในส่วนลึกที่มีอยู่อย่างช่วยไม่ได้ ผมรู้ว่านี่คือเรื่องของจิตวิทยาในการปลดปล่อยความเก็บกดของมนุษย์ อีกอย่าง มันสะใจตรงที่ว่า ดูหนังคาวบอยแล้ว ชอบใจที่พระเอกไม่ต้องมาอดทนอดกลั้นอะไรให้มากเหมือนพระเอกนางเอกหนังไทยหรือหนังอินเดีย ที่ต้องทนลำบากลำบน น้ำตาท่วมจอจนหนังใกล้จบ จึงจะได้พบกับความสุขสะใจกับเขาซะที

            ต่อมาเมื่อผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือนิยายคาวบอย ได้ท่องเน็ต ก็ได้ค้นพบเรื่องราวคาวบอยดีๆ มากขึ้น และไปเจอเว็บไซต์ของ ยีน ออทรี (Gene Autry, ๑๙๐๗-๑๙๙๘ มีอายุได้ ๙๑ ปี) ดาราหนังคาวบอยยุคบุกเบิกเข้า  ทำให้ผมรู้จักคาวบอยในอีกหลายแง่มุมที่ไม่เคยรู้มาก่อน

                ยีน ออทรี โด่งดังมาจากการร้องเพลงโห่(yodel)แบบลูกทุ่งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๒๘ และเริ่มแสดงหนังคาวบอยในปี ๑๙๓๒   จนตอนหลังกลายเป็นผู้สร้างเองแสดงเองเกือบ ๑๐๐ เรื่อง  เขาคือวีรบุรุษในฝันของคาวบอยตัวจริง เพราะเขาขี่ม้าเก่งสุดยอด ร้องเพลงติดอันดับ แสดงหนังจนโด่งดัง ด้านงานโรดิโอซึ่งเป็นกีฬาสุดยอดของคาวบอย เขาก็สามารถซื้อไร่จัดงานแสดงโรดิโอของตนเองเก็บเงินคนดูจนร่ำรวย ในบั้นปลายชีวิตเขาติดอันดับเศรษฐี ๔๐๐ คนของอเมริกา    ผู้ที่ชมการแสดงของเขาจำนวนมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคาวบอยหรือไม่ จึงชื่นชมและใฝ่ฝันอยากจะเป็นคนอย่างเขา

                วันหนึ่ง กลุ่มแฟนที่คลั่งไคล้ ยีน ออทรี ถามเขาว่า อยากจะเป็นคาวบอยอย่างเขาบ้างจะต้องทำตัวอย่างไร  เขาก็เลยถือโอกาสประมวลลักษณะที่ดีของคาวบอยตามความเชื่อต่อๆ กันมาขึ้นเป็นข้อๆ และบอกให้คนที่อยากเป็นคาวบอยยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ ซึ่งทำให้ผมพบกับบุคลิกลักษณะของคาวบอยที่ผมชื่นชอบมาแต่เด็ก ถูกแยกแยะไว้เป็นอย่างๆ ๑๐ ข้อด้วยกัน เรียกว่า Cowboy Code หรือ Cowboy Commandments (บทบัญญัติของคาวบอย) ซึ่งผมแปลเอาไว้ในเว็บไซต์ www.cowboythai.com ดังที่ได้ยกมาในตอนต้นของบทนี้

            นี่หมายความว่า ตามความคิดของผู้ที่ประกอบอาชีพในการสร้างภาพของคาวบอยให้เป็นขวัญใจ เป็นวีรบุรุษ ของคนจำนวนมากทั่วโลก เขาเห็นว่า การเป็นคาวบอยไม่ใช่อยู่ที่การแต่งตัวแบบคาวบอยเท่านั้น  แต่อยู่ที่การกระทำและนิสัยใจคอตามบทบัญญัตินี้ต่างหาก หากคาวบอยไม่มีลักษณะเช่นนี้ ก็คงไม่มีใครชอบจนนับถือเป็นฮีโร่ในใจ เพราะเขาจะกลายเป็นคนธรรมดาหรือผู้ร้ายทันที

                จากข้อควรปฏิบัติของคาวบอย ๑๐ ข้อนี้ เราจะเห็นว่า เป็นคุณลักษณะของคนดีที่เป็นสากล ไม่แบ่งเชื้อชาติและศาสนา  ไม่อ้างอิงพระเจ้าหรือศาสดาใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งผมเชื่อว่า เป็นคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของคนดีในสังคมทุกยุคทุกสมัยก็ว่าได้  และถึงแม้จะไม่มีข้อสะใจผมที่ว่า ใครดีมาให้ดีตอบ ใครร้ายมาให้ร้ายตอบ แต่เป็นคนมีคุณสมบัติครบ 10 ข้อนี้ได้ ก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว ไม่ใช่หรือ

                รูปภาพข้อความที่เว็บไซต์พร้อมลายเซ็นของ ยีน ออทรี แสดงอยู่ในรูปประกอบข้างล่างนี้[1] เพื่อเป็นหลักฐานว่า ผมไม่ได้ยกเมฆนะครับ  และหากใครเคยไปดูการแสดงวิถีชีวิตคาวบอยที่ฟาร์มโชคชัย ก็จะได้ยินเขาเปิดเสียงจริงของ ยีน ออทรี ที่อ่านบทบัญญัตินี้ก่อนการแสดงทุกครั้ง ดูเหมือนจะเป็นการคาราวะต่อวีรบุรุษคาวบอยตัวจริงในอดีต และประกาศให้รู้ว่า เจ้าของฟาร์ม เขาไม่ใช่คาวบอยที่การแต่งตัวเท่านั้น

 

บทบัญญัติคาวบอยพร้อมลายมือชื่อของ ยีน ออทรี ที่ www.geneautry.com

           

๑.๒. กำเนิดชุมชนคาวบอยในไทย

                คนไทยที่ชอบคาวบอยเหมือนผมคงมีไม่น้อย ทุกวันนี้กระแสนิยมคาวบอยในประเทศจึงเติบโตอย่างไม่เคยมีมาก่อน เกิดเป็นชุมชนคาวบอยไทยขึ้นทั้งบนอินเตอร์เน็ตและในชีวิตจริงหลายแห่ง จนมีกิจกรรมคาวบอยในที่ต่างๆ ให้คนแปลกใจไปทั่ว เรามาดูสาเหตุที่มาของเรื่องนี้กันสักเล็กน้อย ส่วนในตอนท้ายของบท ผมจะกล่าวถึงปัจจัยของที่มาและการดำรงอยู่ของกระแสคาวบอยในอเมริกาพอสังเขป

                จุดกำเนิดชุมชนคาวบอยไทย ส่วนหนึ่งคงมาจากหนังและเพลงแนวคันทรีที่เรารู้จักกันมานานกว่า 40 ปีแล้ว แต่ก็น่าแปลกใจว่า ทำไมสมัยก่อนคนชอบคาวบอยไม่แสดงออกถึงขั้นแต่งตัวพกปืนออกมาเดินกันขวับไขว่ในงานหรือร้านอาหาร อย่างที่เพิ่งเกิดมา 5-6 ปีนี้ แสดงว่าคงมีแรงผลักดันอื่น ที่รุนแรงกว่าทำให้เป็นเช่นนี้

                จากการได้ยินผู้นำกลุ่มคาวบอยไทยบางท่านกล่าวถึง และจากการประมวลข้อมูลที่พอหาได้ รวมทั้งได้อ่านประวัติความเป็นมาของ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)[2] ซึ่งทำให้เกิดฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์กที่มวกเหล็ก และมีการเลี้ยงโคนมทั่วประเทศในปี ๒๕๕๐ เฉพาะของโครงการนี้รวม ๘๕,๑๓๓ ตัว มีสมาชิกที่เป็นผู้เลี้ยงวัว ๔,๓๔๖ คน ทำให้ผมเชื่อว่า นี่คือแรงผลักดันที่ผมค้นหา [3]

                อ.ส.ค. คือโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม ที่รัฐบาลและเกษตรกรชาวเดนมาร์กออกเงินกันฝ่ายละครึ่ง เพื่อทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคราวเสด็จประพาสประเทศเดนมาร์กในปี พ.ศ. ๒๕๐๓

                โครงการดังกล่าวทำให้คนไทยได้รู้จักการเลี้ยงวัวเพื่อรีดนม ตามแบบชาวยุโรปเช่นเดียวกับที่ได้เคยสืบทอดไปสู่ดินแดนตะวันตกของอเมริกาในสมัยก่อน  ซึ่งอาชีพเช่นนี้ ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกหลายอย่าง เช่น อุตสาหกรรมนมกล่อง  ไอศครีม เครื่องหนัง การขายสินค้าสไตล์คาวบอย-อินเดียน การเลี้ยงวัวเนื้อ ร้านอาหารประเภท สเต็ก กาแฟ สไตล์ตะวันตก และการท่องเที่ยว

                ขอยกข้อความประวัติความเป็นมาของ อ.ส.ค.  ที่เว็บไซต์ดังกล่าวมาให้ท่านดูเพื่อจะได้ร่วมกันปราบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณ ดังนี้

                เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสทวีปยุโรปในการเสด็จทรงประทับแรมอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ก ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ดังนั้นหลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทยแล้ว  ในปีต่อมารัฐบาลเดนมาร์กและสมาคมเกษตรกรเดนมาร์ก จึงได้ร่วมกันน้อมเกล้าฯ ถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยให้เป็นของขวัญแด่ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์

            เพื่อให้การดำเนินโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยบรรลุตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ จึงได้มีการตกลงทำสัญญาให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการและเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเดนมาร์กขึ้น ในการนี้รัฐบาลเดนมาร์กได้ให้ความช่วยเหลือจัดตั้งฟาร์มโคนมและศูนย์ผึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทยเดนมาร์ก ขึ้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานโครงการเป็นเงินประมาณ ๒๓.๕ ล้านบาท พร้อมทั้งจัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการ

            พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ ๙ แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย - เดนมาร์กอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม  ๒๕๐๕ จึงนับได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๑๔    รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ก จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีชื่อว่า  “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)
มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่  ๑๖๐ ถนนมิตรภาพ   อำเภอมวกเหล็ก  จ.สระบุรี เพื่อดำเนินบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมต่อไป

            ภาพประวัติศาสตร์การเปิดฟาร์มโคนมแห่งนี้ ที่ดูชัดเจนหาดูได้จากข้อเขียนของผู้ใช้ชื่อว่า countrygirl ที่เว็บไซต์ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=190664

ซึ่งขออนุญาตนำมาให้ดูกัน ๒ รูปดังนี้

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระเจ้า   เฟรดเดอริคที่ ๙ แห่งประเทศเดนมาร์ก เสด็จเปิดฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก เมื่อ ๑๖ มกราคม ๒๕๐๕

 

            การทูลเกล้าถวายโครงการเลี้ยงโคนมในไทยนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย หรืออยู่ๆ ก็ถวายตามใจรัฐบาลเดนมาร์ก โดยไม่มีการศึกษาก่อน จากบันทึกของ นายยอด วัฒนสิทธุ์ ผู้อำนวยการคนแรกของ อ.ส.ค. เล่าว่า เอกอัครราชทูตเดนมาร์กขณะนั้นได้มาหารือรัฐบาลไทย ก่อนที่ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์จะเสด็จเดนมาร์กว่า รัฐบาลและประชาชนเดนมาร์ก อยากจะทูลเกล้าถวายของที่ระลึก ควรจะถวายอะไรดี นายสุรเทิน บุนนาค เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของเอฟเอโอในขณะนั้น เสนอว่าน่าจะถวายโครงการเลี้ยงโคนม ตอนแรกท่านทูตไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ จึงร่วมกับนายยอด นายสุรเทิน ทำการศึกษาความเป็นไปได้ว่า การเลี้ยงโคนมในไทยสามารถทำได้หรือไม่ และได้ผลว่า เป็นไปได้ ซึ่งขัดแย้งอย่างแรงกับผลการศึกษาของสภาพัฒนาฯ ในขณะนั้น ที่สรุปว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน

                นี่คือสาเหตุ ที่ทำให้เกิดโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในไทยอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก และทำให้เด็กไทยรู้จักกินนมสดและผลิตภัณฑ์นม ที่ไม่ใช่อาหารท้องถิ่นมาก่อน ทำให้สุขภาพและรูปร่างพัฒนา ตัวสูงใหญ่ขึ้นกว่าสมัยก่อนเป็นอันมาก

                จริงๆ แล้วกิจการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมตามพระราชดำริ ไม่ได้มีแค่ที่มวกเหล็กสระบุรี เราคงรู้จักโครงการที่หนองโพ และขอนแก่น  และเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๒ ผู้เขียนเป็นนักศึกษาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสถานที่เรียนอยู่ใกล้ๆ น้ำตกห้วยแก้ว ที่นั่นมีโรงงานในโครงการฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ก เพื่อผลิตนมพาสเจอร์ไรส์(Pasteurized Milk) สำหรับจำหน่ายในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียง ชาวบ้านแถวเชิงดอยสุเทพ เช่น บ้านช่างเคี่ยน ก็ได้รับการสนับสนุนให้เลี้ยงโคนมเช่นกัน ผู้เขียนและนักศึกษาจำนวนหนึ่ง เคยได้รับเชิญจากเจ้าหน้าที่โครงการ ให้ไปทดลองชิมนมถุง เนยแข็งและอื่นๆ ที่ผลิตที่นั่น โดยนำเนยมาทำเป็นแซนวิสก้อนเล็กๆ  และอาหารในรูปแบบอื่นๆ ให้ลองทานและกรอกแบบสอบถาม เพื่อทดสอบว่า รสชาติแบบไหนที่คนไทยชอบ  ซึ่งน่าเสียดาย ที่โครงการดังกล่าวที่เชียงใหม่ไม่เจริญเติบโตเหมือนที่สระบุรี

                ผลจากการเลี้ยงโคนมและแปรรูปแม่วัวที่หมดสภาพให้เป็นเนื้อจำนวนมาก ทำให้วิถีชีวิตของเกษตรกรไทยเปลี่ยนไปคล้ายคนยุคตะวันตกมากขึ้น พวกเขาต้องรับเอาเทคโนโลยีการเลี้ยงวัวจากต่างประเทศตามสายพันธุ์วัวที่รับเข้ามา สภาพพื้นที่ อาคารต่างๆ และความเป็นอยู่ ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม บางคนเลี้ยงวัวเนื้อ และม้าเสริม เกิดเป็นฟาร์มขนาดเล็กและใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบุกเบิกเลี้ยงวัวของคุณ โชคชัย บูลกุล ที่นำเอาเทคนิคการเลี้ยงวัวในทุ่งกว้างจำนวนมากตามแบบคาวบอยตะวันตกมาใช้เป็นแห่งแรกของไทย เช่น การใช้คนขี่ม้าต้อนวัว ปล่อยวัวกินหญ้าในทุ่งโล่ง เปิดร้านขายสเต็กเนื้อชั้นดีบนถนนมิตรภาพ ทำให้ ฟาร์มโชคชัย เป็นตัวอย่างวิถีชีวิตของคนเลี้ยงวัวที่เกษตรกรหลายคนใฝ่ฝันถึง และเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปเขาใหญ่อย่างมาก

                ในช่วงที่รัฐบาลเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยว ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นมา เราได้เห็นการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวแถวเขาใหญ่และปากช่อง ในลักษณะพยายามทำให้เป็นรีสอร์ทและเมืองคาวบอยอย่างจริงจัง มีการสร้างรีสอร์ทสไตล์คาวบอย จัดงานปาร์ตี้ งานเทศกาลและงานแสดงสินค้าประจำปีมากมาย โดยพยายามให้มีรูปลักษณ์เหมือนงานโรดิโอ หรืองานคาวบอย-อินเดียนในต่างประเทศ 

                คาดว่าเพราะแรงหนุนจากการส่งเสริมดังกล่าว เมื่อบวกกับความโด่งดังของหนังคาวบอยที่ทุกคนรู้จัก ก็เลยทำให้เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงวัว รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพผลิตและขายเครื่องหนังสไตล์ตะวันตก เกิดปมเด่นมีความภูมิใจในอาชีพของตนขึ้นมา และกลายเป็นจุดเด่นหรือจุดขาย ที่จะแต่งตัว ทำตัวเหมือนคาวบอยและอินเดียนแดง   แม้ว่าการเลี้ยงวัวส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้วิธีขังไว้ในคอก ไม่ได้ปล่อยให้หากินในทุ่งกว้าง และไม่ได้ใช้วิธีขี่ม้าไล่ต้อนวัวเหมือนสมัยคาวบอยก็ตาม

                 การแต่งกายแบบคาวบอยหรืออินเดียนแดง เริ่มกลายเป็นค่านิยมแบบหนึ่งไปแล้ว คนแนะนำและขายสินค้าในงานเทศกาลหรือแสดงสินค้าสไตล์คาวบอย รวมทั้งผู้คนที่ไปเที่ยวงาน ต่างนิยมแต่งกายแบบคาวบอยเต็มตัว บางงานมีลักษณะเหมือนงานแฟนซีคาวบอย หรือเรียกตามภาษาสมัยใหม่หน่อย ก็คือ งานคอสเพล์คาวบอย (cowboy cosplay, คำว่า cosplay มาจากคำว่า costume play แปลว่าการเล่นแต่งกายเป็นตัวละครที่ตนชอบ นิยมมากในญี่ปุ่น ไม่ใช่ crossplay  ซึ่งแปลว่าการเล่นแต่งกายเป็นเพศตรงข้าม) ที่คนไปร่วมงานพากันแต่งตัวแบบตะวันตกกันเต็มรูปแบบ แถมมีการแสดงคาวบอยขี่ม้า ควงปืน ควงบ่วงบาศก์ ฟาดแส้ แสดงการต่อสู้ระหว่างคาวบอยกับอินเดียนแดงด้วย  กลายเป็นธรรมเนียมที่ขาดไม่ได้  ทำให้ดินแดนแถวเขาใหญ่ ปากช่อง คล้ายกับเป็นยุคคาวบอยตะวันตกไปเลย

                ความนิยมการแต่งกายและวัฒนธรรมสไตล์คาวบอยในไทยปัจจุบันนี้ ได้พัฒนาไปถึงขั้นมีการจัดงานแต่งงานสไตล์คาวบอยในกรุงเทพฯ กันแล้ว เท่าที่ทราบมี ๓ คู่แล้ว ในงานสไตล์นี้ แขกที่มาในงานที่เป็นเพื่อนคาวบอยของเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาว จะแต่งตัวคาวบอยเต็มยศ เจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวอาจจะสรวมหมวกคาวบอยด้วย และบางงานจะมีการเต้นรำ Line Dance ร่วมกับแขกด้วย

                การแต่งงานสไตล์คาวบอยใน กทม. งานแรกที่ผมทราบก็คือ งานแต่งระหว่าง คุณเจ็ง กับคุณกล้า เมื่อ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๑ โดยเจ้าบ่าวบินมาจากอเมริกา[4] และแขกเหรื่อได้รับเชิญให้แต่งคาวบอย-อินเดียนไปร่วมงาน

                แกนนำเผยแพร่วัฒนธรรมคาวบอยในไทย นอกจากรีสอร์ท ร้านอาหาร พ่อค้าแม่ค้า นักธุรกิจผู้นำเข้าและผลิตสินค้าเครื่องหนังสไตล์ตะวันตกแล้ว  ยังมีผู้ทำธุรกิจคอกม้า ผู้คนหลากอาชีพ และคนที่เคยไปเรียนหรือใช้ชีวิตในเท็กซัส ที่อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑลอีกจำนวนหนึ่ง  คนกลุ่มนี้นัดพบปะสังสรรค์กันบ่อยๆ บางกลุ่มเดือนละครั้ง เพื่อจะได้แต่งคาวบอยไปเจอกัน มีการสอนเต้นรำแบบคาวบอย ที่เรียกว่า country line dance กันอย่างเอาจริงเอาจัง มีทั้งกลุ่มเด็กๆ จนถึงวัยดึก เช่น กลุ่มคาวบอยนนทบุรีและคาวบอยกระทุ่มล้ม ซึ่งเราจะพบคนกลุ่มนี้ออกมาวาดลวดลาย เต้นไลน์แดนซ์กันอย่างสนุกสนานในงานคาวบอยต่างๆ    

                ไม่ใช่แค่แถวปากช่อง เขาใหญ่ และในกรุงเทพและเขตปริมณฑลเท่านั้น หลายจังหวัด เช่น โคราช เชียงใหม่ ลำปาง ก็มีการจัดงานคาวบอยสังสรรค์หรือปาร์ตี้กันปีละหลายๆ ครั้ง มีการสร้างรีสอร์ท เลียนแบบเมืองคาวบอยหลายแห่ง

                ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ถึงกับมีการปลุกระดมความคิดทำมหาวิทยาลัยให้เป็น บ้านของคาวบอย(The Home of Cowboys)” มีการติดป้ายประกาศเป็น “The Home of Cowboys” คู่กับป้ายชื่อมหาวิทยาลัยอย่างถาวร สร้างอาคารสวยงามแบบตะวันตกในบริเวณใกล้เคียง เพื่อให้เป็นตลาดขายผลิตภัณฑ์ทางเกษตร รวมทั้งร้านอาหารเครื่องดื่ม เช่น สเต็ก กาแฟ และใช้ชื่อว่า คาวบอยมาร์เก็ตซึ่งถือได้ว่าเป็นความภูมิใจและการโปรโมตวิถีชีวิตแบบคาวบอยอย่างถาวร 

                การปลุกฝังรสนิยมคาวบอยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ถือว่าได้ผลสมเจตนารมณ์จริงๆ เพราะเมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันราคาแพง ก็ทำให้ศิษย์เก่าผู้หนึ่ง ชื่อ นายภาณุ เนียมชมภู อาชีพช่างทำเครื่องหนัง ถึงกับแต่งคาวบอยและซื้อม้ามาขี่ไปทำงานเพื่อต้านน้ำมันแพง จนเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก โด่งดังไปทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

                เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นบรรยากาศของงานเฉลิมฉลอง และงานปาร์ตี้แบบคาวบอย ของชุมชนคาวบอยในประเทศไทย และเป็นข้อมูลสำหรับคาวบอยไทยที่ยังไม่เคยได้มาร่วมงาน  จะขอกล่าวถึงงานใหญ่ที่คนชอบคาวบอยไม่ควรพลาดสักสองสามแห่ง  ดังนี้

 

๑.๒.๑. งานเขาใหญ่คาวบอยแอนด์อินเดียนเฟสติวัล (Khaoyai Cowboy & Indian Festival)

                งานนี้จัดติดต่อกันมา ๗ ปีแล้ว ผู้จัดคือ สโมสรคาวบอย - อินเดียนเทรดเดอร์คลับ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าของร้านและนักธุรกิจผู้ผลิตสินค้าเครื่องหนังและเครื่องแต่งกายแนวตะวันตกจำนวนหนึ่ง ร่วมกับ V-Class Magazine, Cactus Team
และเขาใหญ่คาวบอยซิตี้รีสอร์ท  (ติดต่อผู้จัดได้ที่ ต้น อินเดียน 081-6278463, หนุ่ม ฟิวเจอร์ 081-8095370, อ๋อย เขาใหญ่ 081-2861715, เอ๋ V-Class 02-3720032, 0815586624, ต้อม Cactus 086-6513317) ปกติจัดงานบริเวณใกล้ด่านทางขึ้นเขาใหญ่ด้านสระบุรี ตรงข้ามเขาใหญ่คาวบอยซิตี้ รีสอร์ท เป็นงานแสดงสินค้าแนวอินเดียนและคาวบอยเล็กๆ ที่เข้าเที่ยวงานได้ฟรี และถือโอกาสเป็นงาน count down ช่วงปีใหม่ด้วย

                งานนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๗ เดือนธันวาคม ถึง ๒ มกราคม ของปีถัดไป เคยคุยกับเจ้าของร้านบางคน เขาถือว่าเป็นงานโชว์สินค้าและพักผ่อนยาวประจำปีที่เขาใหญ่ไปเลย แม้ของจะขายได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร  แถมยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อการกุศลไปด้วย เช่น ทุกปีจะมีการรับบริจาคเงินและสิ่งของ เพื่อมอบให้แก่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ งานนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกปี  ระยะหลังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนไปร่วมงานเป็นประจำ เช่น คุณวิกรม กรมดิษฐ์ คุณกฤษณะ  ไชยรัตน์ และคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์

                นอกจากแสดงสินค้าแล้ว ช่วงกลางคืนจะมีการขายอาหาร การแสดงดนตรีแนวคันทรี-บลูกราส สลับการแสดงแบบคาวบอย-อินเดียนทุกคืน มีนักแสดงคาวบอยอาชีพจากรีสอร์ทต่างๆ แม้กระทั่งจากฟาร์มโชคชัย ไปร่วมแสดงฟรีกันมากมาย คนนิยมไปเที่ยวงานกลางคืนกันมากเพราะอากาศหนาว ผู้คนต่างพากันแต่งกายแบบคาวบอยหรืออินเดียนแดงให้สมอยาก ได้พบปะสังสรรค์กับคนคอเดียวกัน  ซื้อของ ทานอาหารและฟังเพลงร่วมกัน  งานนี้จะคึกคักที่สุดในคืน count down ผู้ไปเที่ยวงานสามารถร่วมเต้นรำแบบคาวบอยหรือที่เรียกกันว่า western line dance กันได้เต็มที่ พอเที่ยงคืนจะมีพิธีปล่อยโคมลอยส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นภาพที่สวยงามมาก

คาวบอยไทยหลายคนโชว์ฝีมือบ่วงบาศก์(คนถือเชือกเป็นนักแสดงอาชีพจากโชคชัยฟาร์ม)  และการควงปืนทั่วไปในงาน ปิดท้ายด้วยการปล่อยโคมลอยส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บางครอบครัวก็เข้ากอดกันด้วยความปิติยินดีท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นเหมือนดินแดนตะวันตกจริงๆ

 

คาวบอยคาวเกิร์ลกำลังเต้นรำกันอย่างสนุกสนานในงานเขาใหญ่คาวบอยเฟสติวัล ปี ๒๕๔๙-๕๐

 

Text Box: ปี ๒๕๕๐ มีอินเดียนตัวจริง ชื่อ โลบิโต้ จากโบลิเวียมาโชว์ศิลปะร้องรำทำเพลง และมีอินเดียนแดงปลอมที่คนไทยรู้จักกันดี ๒ คน ขึ้นโชว์ตัว คือ คุณวิกรม กรมดิษฐ์ และคุณกฤษณะ ไชยรัตน์(ภาพจาก www.cowboythai.com)

๑.๒.๒. งานเขาใหญ่โรดิโอ

            งานเขาใหญ่โรดิโอเป็นอีกงานหนึ่ง ที่ผู้ชอบชีวิตสไตล์คาวบอยและกีฬาท้าทายตื่นเต้นสุดๆ ไม่ควรพลาด งานนี้จัดที่เขาใหญ่มา ๒ ครั้ง ผู้นำในการจัดงานโรดิโอในประเทศไทย คือ คุณพิเชฎฐ์  ธรรมนิยาย (Broncochet@hotmail.com) คนโรดิโอจากพระนครศรีอยุธยา   ตามประวัติที่ปรากฏในเว็บไซต์ระบุว่า ครั้งแรกจัดที่ เป็นสุข เกรท เวสเทิร์น รีสอร์ท อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา  เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๓   โดยทีมงานเขาใหญ่ ฮอร์สแมนเฟรนด์ มีการแสดงโรดิโอ ดรีมทีม และการแข่งขันขี่วัวพยศ (Bull Riding) โรดิโอครั้งที่สองจัดขึ้นโดยทีมงานเดิม ที่ โอเค คอแรล โบนันซ่าแรนซ์เขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๙  มีการแสดง โรดิโอ ดรีมทีม การแข่งขันขี่ม้าอ้อมถัง (Barrel Racing) และการแข่งขันขี่วัวพยศ (จาก http://www.khaoyaihorsemanfriend.com/)

                ครั้งที่ ๓ จัดเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน และ ๑-๒ ธันวาคม ๒๕๕๐  ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น -ตรวจสุขภาพม้า, การสาธิตและบรรยายสาระเรื่องม้า, ประมูลซื้อขาย, แลกเปลี่ยนม้า, อุปกรณ์เครื่องหนังของใช้กับม้า, ออกร้านขายเครื่องประดับ, เครื่องแต่งกายคาวบอย, โชว์พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ม้า, ประมูลซื้อขายม้าโพนี่และม้าพันธุ์อื่นๆ ในเวลากลางคืน มีดนตรีโฟล์คและคันทรี่   จุดเด่นของงานอยู่ที่การแข่งขันและการแสดงแบบตะวันตกที่พยายามจัดให้คล้ายงานโรดิโอในอเมริกา เช่น

- การแข่งขันขี่ม้าแบบเอ็นดูแรนซ์ ๒๐ กม. และ ๔๐ กม. (Enduranch)
- การแข่งขันขี่ม้าอ้อมถัง รุ่น 13H, 14H (Barrel Racing)
- การแข่งขันโพนี่ควอเตอร์ไมล์ (Ponies Quarter Mile)
- การแสดงการขี่ม้าพยศ, วัวพยศ (Bareback Bronc , Bull Riding)
- การแสดง การขี่ม้าคล้องลูกวัว (Calf Roping, Team Roping)
- การเต้นไลน์แดนซ์, พร้อมดนตรีคันทรี่, บลูกราส

                ผู้สนใจลองติดต่อที่เบอร์โทร 089-7174041, 087-8766269 หรืออีเมล์broncochet@hotmail.com jinny_bonanza@hotmail.com

 

Text Box:    
   
บรรยาการงานแสดงสินค้าในงานเขาใหญ่โรดิโอเดย์ ปี ๒๕๕๐ และการแสดงบลูกราสตอนกลางคืน

กลางวันมีแข่งขี่ม้าอ้อมถัง ขี่วัวพยศ ขี่ม้าผาดโผน(ภาพจาก www.cowboythai.com)

 
๑.๒.๓. มวกเหล็กคาวบอยซิตี้ในงานเทศการโคนมแห่งชาติ

            งานเทศการโคนมแห่งชาติประจำปี น่าจะถือได้ว่าเป็นงานเทศกาลของเกษตรกร ที่มีผลิตภัณฑ์และวิถีชีวิตใกล้เคียงกับชีวิตคนยุคคาวบอยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ งานนี้มีประมาณกลางเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ของทุกปี รวมเวลาจัดงาน 9 วัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีเปิดทุกปี สถานที่จัดงานคือ บริเวณตลาด อ.ส.ค. เก่า อยู่ติดถนนมิตรภาพ อ. มวกเหล็ก จ. สระบุรี ผู้สนใจติดต่อได้ที่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย โทร. 036-341-973

                งานนี้เป็นงานใหญ่ระดับชาติ เพราะมีการประกวดโคนมชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแข่งขันกิจกรรมชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งงานออกร้านสินค้าทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หนังสัตว์ ซึ่งมีเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายแบบตะวันตกมากมาย

                ในบริเวณงานส่วนหนึ่ง ถูกจัดไว้เป็นสถานที่แสดงสินค้าแบบตะวันตก เรียกว่า มวกเหล็กคาวบอยซีตี้ กลางคืนมีคอนเสิร์ตและอาหารจำหน่าย เป็นที่ๆ คนมีรสนิยมคาวบอยทั้งหลายชอบไปสั่งอาหาร เหล้าเบียร์ มานั่งกินบนฟ่อนหญ้า และฟังคอนเสิร์ตสนุกสนานเฮฮากับเพื่อนฝูงและครอบครัว หากต้องการซื้อเครื่องใช้เครื่องประดับ ก็มีให้เลือกซื้อได้มากมาย  เด็กๆ อาจเช่าม้าขี่เล่นกันอย่างสนุกสนาน ในราคารอบละประมาณ ๖๐ บาท ซึ่งกิจกรรมขี่ม้านี้ ที่เขาใหญ่คาวบอยแอนด์อินเดียนเฟสติวัลก็มีเช่นกัน ในบริเวณงานส่วนนี้ ท่านจะพบคาวบอยคาวเกิร์ลหนุ่มสาว เดินโชว์ตัวกันไปมา บางคนก็โชว์ทักษะการควงปืน ฟาดแส้ ควงบ่วงบาศก์  เช่นเดียวกับงานที่เขาใหญ่ บางคนแต่งกายเป็นทหารม้ายุคคาวบอย(Texas Rangers) ถือปืนปลอม ทำท่าตรวจการณ์รักษาความเรียบร้อยในงานด้วย พ่อค้าแม่ค้าที่ขายสินค้าคาวบอย ส่วนใหญ่ก็แต่งกายยุคคาวบอยกันเต็มที่ไปเลย  ใครไปเดินงานส่วนนี้ อาจเข้าใจว่าตัวเองหลุดเข้าไปในโลกของหนังคาวบอย (ภาพบางส่วนมาจาก www.cowboythai.com)

ภาพบรรยากาศมวกเหล้กคาวบอยซิตี้ในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ มีงานออกร้านอาหารและสินค้าสไตล์คาวบอยที่มาจากทั่วประเทศ จะพบคาวบอยและอินเดียนแดงได้ทั่วไปในงาน

     โชว์คาวบอยและคอนเสิร์ตที่ผู้ชมนั่งบนฟ่อนหญ้าเพื่อเพิ่มบรรยากาศแบบตะวันต

                นอกจากงานเทศกาลเหล่านี้แล้ว ยังมีงานคาวบอยตามรีสอร์ท หรืองานปาร์ตี้ขนาดเล็ก ที่จัดตามร้านอาหารอีกมากมาย  ผู้เขียนจะกล่าวถึงบางงานเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้สนใจ ดังนี้

๑.๒.๔. ออชาร์ดปาร์คคาวบอยเฟสติวัล(Orchard Park Cowboy Festival)

                เป็นงานใหญ่อีกงาน จัดที่ ออชาร์ด ปาร์ค  จังหวัดระยอง ในงานมีการแข่งขันขี่ม้าเอนดูแรนซ์ร่วมกับชมรมกีฬาขี่ม้าเอนดูแรนซ์(ประเทศไทย) และชมรมผู้พัฒนาพันธุ์ม้าขี่ฯ มีการแข่งขันขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง  และอื่นๆ กลางคืนมีคาวบอยอินเดียนปาร์ตี้ ดนตรีบลูกราส ช่วงจัดงานจะอยู่เดือนมกราคมของทุกปี  ผู้สนใจจะไปร่วมงานติดต่อได้ที่ ออชาร์ดปาร์ค โทร.๐๒-๓๘๑๒๔๗๖/๐๘๑-๑๕๕๕๙๖๐  หรือไปที่เว็บไซต์  http://www.orchardpark.co.th

 

  ภาพงานออชาร์ดปาร์คคาวบอยจาก http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=79821

 

๑.๒.๕. ปากช่องคาวบอยเฟสติวัล (Pakchong Cowboy Festival)

                งานนี้จัดมา ๔ ครั้งแล้ว ผู้จัดคือชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเขาใหญ่-ปากช่อง   โดยจัดประมาณต้นเดือนธันวาคม ที่ "ทองสมบูรณ์ คลับ ๑๑๙ หมู่ ๑๐ ถนน ๒๒๔๓ ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เวลา ๑๘.๐๐-๒๔.๐๐ น. กิจกรมในงานได้แก่ ดนตรีแนวคันทรี การประกวดคาวบอย คาวเกิร์ล ครอบครัวตะวันตก มีการแสดง Wild West Show การแข่งโรดิโอ มีการขายสินค้าและเครื่องประดับแนวคาวบอย-อินเดียน   ที่ผลิตโดยสมาชิกของชมรม  บัตรเข้างานประมาณ ๕๐๐ บาทต่อคน ซึ่งจะได้รับ  Dinner Steak และเครื่องดื่ม น้ำอัดลมบริการตลอดงาน  รายได้ส่วนหนึ่งของการจัดงานจะมอบช่วยเหลือโรงเรียนในเขตทรุกันดานแถวปากช่อง ผู้สนใจติดต่อได้ที่ โทร.  ๐๔๔-๓๑๒๒๔๘, ๐๔๔-๓๑๒๓๑๖, ๐๔๔-๓๑๔๙๙๘ (ภาพและข้อมูลจาก : http://www.thaivintage.com)

 

๑.๒.๖. งานคาวบอยไนท์ปาร์ตี้ในเขต กทม.

                ในเขต กทม. และปริมณฑล มีการรวมกลุ่มคนที่มีรสนิยมคาวบอยกันหลายกลุ่ม  และมักจัดงานคาวบอยปาร์ตี้กันบ่อยๆ เช่น กลุ่มคาวบอยนนทบุรี(จัดเดือนละครั้ง)   สถานที่จัดงานมักเป็นร้านอาหาร เช่น Old Town (๐๒-๒๗๙-๗๗๒๐) แยกสุทธิสาร, บ้านกะปิเผา(๐๘๙-๗๗๒-๓๘๒๔) แถวประชาชื่น,  เลยฝัน(๐๒-๙๒๒-๒๕๓๗) ถ.ราชพฤษ์ นนทบุรี, หรือ ร้านอาหารเทียนไล้(๐๒-๔๓๒-๖๓๒๒)  ถ.สะพานพระราม ๕  งานที่กลุ่มคาวบอยธนบุรี ร่วมกับกลุ่มคาวบอยกระทุ่มล้ม เคยจัดใช้ชื่อว่า Cowboy Night in Krathumlom  ใช้สถานที่ของบ่อตกปลา PP แถว ถ. พุทธมณฑลสาย ๔ เป็นงานที่มีร้านค้าและคนไปร่วมกันจำนวนมาก แกนนำงานนี้ได้แก่ CH. Promotion Cowboy-Indian Thonburi (เฮียชุ้น) โทร. ๐๘๑-๖๓๓-๖๙๓๐ อ. โกวิทย์ (ครูตู่) Cowboy Krathumlom Group โทร. ๐๘๑-๖๒๕-๑๔๑๗ คุณสัมพันธ์ บัวหลั่น โทร. ๐๘๑-๖๘๙-๙๒๘๕ ส่วนงานจัดโดยกลุ่ม คาวบอยนนทบุรี ติดต่อได้ที่ คุณต้น ร้าน ท.ทหารอดทน ชั้น ๖ พันธ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน โทร. ๐๘๖-๓๑๑-๐๓๐๒, คุณชัย Dakota Group โทร. ๐๘๖-๓๒๔-๔๙๒๒, คุณยอด Indian Freeway โทร. ๐๘๕-๘๓๒-๐๒๘๖,  คุณวิชาญ Western Country โทร. ๐๘๕-๘๓๒-๐๒๘๗   


ภาพบรรยากาศงาน Cowboy Night in Krathumlom ปี ๒๐๐๘ ที่พุทธมณฑลสาย ๔

          ในปี ๒๕๕๑ นี้ หลังจากจัดงานคาวบอยกระทุ่มล้มประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม  ได้มีการจัดงานคาวบอยไนท์ขึ้นอีกครั้งแถวกระทุ่มแบน โดยใช้ชื่อ Cowboy Night in Campbeer Krathumban  ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นงาน ๓ วัน มีการจำหน่ายอาหาร สินค้าตะวันตก และแสดงดนตรีแนวคันทรี-Bluegrass วง Blue Mountain Boys Band และวง คาราบาว ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก

งานคาวบอยไนท์ กระทุ่มแบน  จัดโดย CH. promotion คาวบอยไทยต่างสนุกกับเพลงจากวงดนตรี บลูเมาเท่นบอยแบนด์ และ คาราบาว อย่างเต็มสตีม

 

 

ทางเข้างานคาวบอยไนท์กระทุ่มแบน ภายในงานจะเห็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่แต่งคาวบอยเต็มยศพกปืนเต้นไลน์แด๊นซ์เป็นเรื่องปกติ ผู้ใหญ่ระดับนายอำเภอ นายก อบต. และกรรมการจัดงานบนเวที ก็แต่งชุดคาวบอยพกปืนกันเต็มอัตราศึกเหมือนกัน

 

 

 

 

๑.๓. การขี่ม้าท่องเที่ยว

                การจัดทัวร์ท่องเที่ยวขี่ม้า หรือแค่ขี่ม้าชมภูมิประเทศใกล้ๆ ฟาร์มที่เรียกแบบไทยปนฝรั่งว่า ออกเทรล  เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยทำให้คนรู้สึกว่าสัมผัสชีวิตแบบคาวบอยได้ง่ายขึ้น ผู้สนใจสอบถามได้ตามรีสอร์ทแถวเขาใหญ่(โบนันซ่า, เดอะกรีนเนอรี่, Khaoyai Horsemen’s Friend 089-7174041, 0870766269) ปากช่อง(ทองสมบูรณ์คลับ, ลิตเติลคาวบอย และ) และรีสอร์ทในจังหวัดเชียงราย พะเยา ที่จะแนะนำในหน้าถัดไป วารสาร อ.ส.ท. ฉบับมิถุนายน ๒๕๕๐ แนะนำการท่องเที่ยวด้วยม้าระยะทางไกลที่น่าสนใจมาก ที่อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ข้ามเขาไปถึงอำเภอเชียงคำ ซึ่งได้บรรยากาศพักแรมในป่า ปีนเขา มีภูมิประเทศสวยงาม มี ทริปให้เลือกหลายแบบ เช่น ทริป 1 วันเริ่มจาก ๕๐๐ บาท ถึง ๙๐๐ บาท ทริป ๓ วัน ๒ คืน แค่ ๑,๘๐๐ บาท   ใครสนใจติดต่อได้ที่ คุณวุฒิชัย ศรีวุฒิ และก๊วนขี่ม้าของเขาซึ่งทำกันหลายโครงการ ที่เบอร์ ๐๘๗-๑๗๙๙๕๑๗, ๐๘๓-๑๕๔๐๙๔๒ 

การขี่ม้าชมภูมิประเทศระยะสั้นที่ โอ.เค. คอร์ราล โบนันซ่า รีสอร์ท เขาใหญ่ (ภาพจาก http://www.bonanza-khaoyai.com/)

การขี่ม้าท่องเที่ยวที่สีหมอกฟาร์ม เชียงราย (จากเว็บของ Thaipony ที่

http://yimwhan.com/board/show.php?user=thaipony&topic=64&Cate=1 และ http://www.chomthonghospital.com/webboard.php?action=view&id=45)

 

 

ขี่ม้าท่องเที่ยว 3 ชั่วโมงที่วนาฟาร์ม เชียงราย (จาก http://lomluang.com/webboard/show.php?Category=lomluang&No=2305&lang=en)

 

การขี่ม้าท่องเที่ยวที่ อ. จุน จ. พะเยา (ภาพจากวารสาร อ.ส.ท. ฉบับมิถุนายน ๒๕๕๐)

                แม้กระทั่งวิถีชีวิตของครูบาเหนือชัย  โฆสิโต แห่งวัดป่าอาชาทอง อ. แม่จัน จังหวัดเชียงราย ที่ต้องขี่ม้าไปบิณฑบาตรในพื้นที่ป่าเขา ก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างท่วมท้น  นับเป็นเหตุการณ์ที่ช่วยกระตุ้นกระแสความสนใจวิถีชีวิตคาวบอยด้วยเช่นกัน ไม่ไกลจากวัดแห่งนี้ รีสอร์ททั้งหลายต่างก็มีบริการขี่ม้าท่องเที่ยวขึ้นมาด้วย ตัวอย่างเช่น สีหมอกฟาร์ม ๒๗๐ หมู่ ๑๔ ซอย ๑ ถ. บ้านแม่สลองใน ต.ป่าซาง อ. แม่จัน จ. เชียงราย ๕๗๐๐ โทร. ๐๘๑-๗๒๔๕๘๑๘,๐๘๙-๘๓๘๓๔๒๓,๐๘๑-๗๙๖๗๗๗๕  และ วนาฟาร์ม   เลขที่ ๙ หมู่ ๖ ถ. เชียงราย-เทิง บ้านหัวดอย ต. ท่าสาย อ. เมือง จ. เชียงราย ๕๗๐๐ โทร. ๐๘๙-๖๓๕๗๒๓๓, ๐๘๕-๐๔๐๕๗๕๗http://www.wanafarm.com

ครูบาเหนือชัย  โฆสิโต และพระลูกวัด ออกบิณฑบาตบนหลังม้า ช่วยเสริมกระแสนิยมวิถีชีวิตคาวบอยอย่างมาก (ภาพจาก http://www.212cafe.com/boardvip/view.php?user=cm99&id=18 และ http://www.sakulthai.com/DSakulcolumndetailsql.asp?stcolumnid=4072&stissueid=2653&stcolcatid=2&stauthorid=55)

 

๑.๔. โชว์คาวบอยหรือ  Wild West Show

            รีสอร์ทแถวปากช่อง เขาใหญ่ ที่ขายสไตล์ตะวันตก มีโชว์คาวบอย หรือ  Wild West Show กันแทบทุกแห่ง เช่น  ทองสมบูรณ์คลับ อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา โทร. ๐๔๔-๓๑-๒๒๔๘ หรือ http://www.thongsomboon-club.com/ , The Bonanza Khao Yai Hotel (โบนันซ่า รีสอร์ท) ๒๓๖ หมู่ ๕ ถนนธนะรัตน์ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โทร. ๔๔๓-๖๕๑๙๑ ถึง ๒, ๖๙๗-๗๖๖๕๗  หรือที่เว็บไซต์ http://www.bonanza-khaoyai.com   โรงแรม เดอะกรีนเนอรี( The Greenery) ตั้งอยู่บนถนนเดียวกัน ต. หมูสี อ. ปากช่อง โทร. ๐๔๔-๒๙๗๒๒๔ ถึง ๕ เว็บไซต์  http://www.greenery.com  และที่น่าสนใจมากคือ โชว์วิถีชีวิตคาวบอยที่ ฟาร์มโชคชัย

 

๑.๔.๑. โชว์คาวบอยที่ฟาร์มโชคชัย

                โชว์คาวบอยที่ฟาร์มโชคชัย เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมท่องเที่ยวที่จัดวันละ ประมาณ ๒๐ รอบ  จำกัดจำนวนคนอย่างเข้มงวด มีการจัดการอย่างทันสมัย ผู้ชมต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าถึงจะมั่นใจได้ว่า จะเข้าไปเที่ยวได้ ผู้เขียนพบว่าเป็นการแสดงคาวบอยที่หาดูได้ง่ายและสมบูรณ์ที่สุด เมื่อรวมกับโปรแกรมอื่นๆ ในแต่ละรอบ จะได้รับทั้งความรู้ด้านการเลี้ยงโคนม การทำไอศกรีม รวมทั้งการแสดงของสัตว์แสนรู้อย่างคุ้มค่า

                นักท่องเที่ยวทุกคนต้องผ่านอุโมงพ่นไอน้ำยาฆ่าเชื้อทั้งตัว  จากนั้นต้องล้างมือในอ่างน้ำยา แล้วเดินลุยอ่างน้ำยาตื้นๆ เพื่อฆ่าเชื้อที่รองเท้า นับว่ามีระบบป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าไปติดสัตว์เลี้ยงที่ดีมาก แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ ๒.๕ ชั่วโมง จัดเหลื่อมกันเท่าที่ทำได้ มีรถพ่วงพาไปดูการรีดนมวัวด้วยเครื่องแบบสมัยใหม่และแบบใช้มือดั้งเดิม ดูการทำไอสครีม ดูคอกเลี้ยงวัวอายุต่างๆ กัน 

                ที่หมู่บ้านคาวบอย มีโชว์คาวบอยเป็นรอบๆ ซึ่งมีการสาธิตวิธีบังคับม้า การขี่ม้าคล้องวัว และจับวัวมัดเท้า สาธิตการตีตราวัว  โชว์ฟาดแส้ ควงปืน จากนั้นก็มีม้าให้เช่าขี่ หรือนั่งรถม้า เพื่อถ่ายรูป ตามด้วยเดินทางต่อไปชมโชว์สัตว์แสนรู้   โชว์หมาไล่แกะ สวนสัตว์ และ พิพิธภัณฑ์ของฟาร์ม 

          เมื่อไปเยี่ยมชมฟาร์มนี้ และเข้าไปดูการแสดงวิถีชีวิตคาวบอยที่หมู่บ้านคาวบอย ผู้เขียนรู้สึกดีใจมาก ที่ฟาร์มโชคชัยเห็นความสำคัญของบัญญัติ ๑๐ ประการของคาวบอย (cowboy code หรือ cowboy commandments)  ดังที่กล่าวไว้ตอนต้น นอกจากจะเปิดเสียง ยีน ออทรีอ่านบัญญัติคาวบอย ก่อนจะแสดงโชว์คาวบอยทุกครั้งแล้ว ยังทำป้ายแปลไทยไว้ในบริเวณโรงแสดงโชว์คาวบอยด้วย แสดงว่าเจ้าของฟาร์มเข้าใจความตั้งใจของคาวบอยตัวจริงที่มีต่อคนรุ่นหลังดี ผู้สนใจเข้าชมวิถีชีวิตคาวบอย ติดต่อได้ที่ สำนักงานฟาร์มโชคชัย ก.ม. ๑๕๙-๑๖๐ หมู่ ๒ ถ.มิตรภาพ ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ๓๐๑๓๐  โทรศัพท์ ๐๔๔-๓๒-๘๔๘๕   หรือดูข้อมูลได้จากเว็บไซต์ที่ http://www.farmchokchai.com/

คาวบอยฟาร์มโชคชัย กำลังแสดงการขี่ม้าคล้องวัวประจำวันให้นักท่องเที่ยวได้ชม

 

 

บรรยากาศการโชว์วิถีชีวิตคาวบอย ที่บ้านคาวบอยในฟาร์มโชคชัย ผู้ชมเช่าม้า หรือรถม้าขี่ได้

 

                เนื่องจากประเทศไทยเรา มีประชากรทำอาชีพเกษตรกรรมกันเป็นส่วนใหญ่  การที่รัฐบาลและองค์กรท้องถิ่นต่างๆ  พยายามส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาวิธีการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ในลักษณะที่บูรณาการต่อกัน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคาวบอยในอดีต และถือโอกาสสร้างบรรยากาศหมู่บ้านหรือเมืองคาวบอย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไปด้วย จนเกิดกระแสนิยมคาวบอยขึ้นเช่นนี้ นับว่ามีข้อดีในหลายๆ ด้าน เช่น เกษตรกรได้เรียนรู้ธรรมเนียมและเทคโนโลยีแบบตะวันตกที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน มีแรงกระตุ้นให้สนใจในวิถีชีวิตของเกษตรกรที่เคยประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่มาก่อน ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตจนมีความเป็นอยู่แบบพอเพียงในเบื้องต้น และอาจสามารถเร่งผลิตอาหารด้วยวิธีการทำเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ตามแนวความคิดสร้างประเทศไทยให้เป็นครัวของโลกได้ในอนาคต

                ผมยินดีกับกระแสคาวบอยที่กำลังไหลเชี่ยวขึ้นทุกทีเช่นนี้มาก แต่ก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่า การสื่อสารค่านิยมแบบคาวบอยตะวันตกสู่คนหมู่มากในขณะนี้ยังไม่เป็นระบบเท่าที่ควร เรายังขาดความรู้เกี่ยวกับวิธีการดำรงชีวิตที่แท้จริงของคาวบอยตะวันตกอย่างมาก ส่วนใหญ่เรารู้จักคาวบอยจากในหนังเท่านั้น สังเกตดูก็ได้ว่า ชื่อร้านขายสินค้าคาวบอยส่วนใหญ่ ตั้งชื่อตามชื่อหนังคาวบอยแทบทั้งนั้น และหนังส่วนใหญ่ก็สร้างภาพยุคตะวันตกว่า เป็นยุคของนักเลงปืน หรือ gun slingers ที่ผู้ชายขี่ม้าพกปืน ใส่หมวกปีกกว้าง ดัดปีกหมวกด้านข้างให้โค้งงอน ชอบตัดสินปัญหากันด้วยปืน ฆ่ากันเป็นว่าเล่น  ดังนั้น คนที่ไม่เข้าใจก็อาจคิดว่า พวกชอบคาวบอยก็คือพวกมีนิสัยเป็นนักเลงวายร้าย ชอบก่อเรื่อง  และอาจพาลเกลียดคนที่นิยมวัฒนธรรมคาวบอยไปเลย

 

 

 

 

 

๑.๕. กระแสนิยมคาวบอยในอเมริกา

                เป็นที่น่าสนใจว่า จนบัดนี้ ทำไมความนิยมในวัฒนธรรมคาวบอยยังคงอยู่ในอเมริกา ในขณะที่ค่านิยมแบบไทยๆ ยุคกรุงศรีอยุทธยาหายไป เราน่าจะมาดูกันหน่อยว่ามีอะไรบ้าง ที่ทำให้ความนิยมของเขาทนต่อกระแสโลกาภิวัฒน์ได้นานอย่างนี้

          กระแสนิยมคาวบอยในอเมริกามีมาเกือบสองร้อยปีแล้ว เริ่มมาจากเรื่องเล่าวีรบุรุษที่ต่อสู้กับพวกโจรและอินเดียนแดงในดินแดนตะวันตก และแพร่หลายมากขึ้นเมื่อมีรถไฟและความเจริญแผ่เข้าไป โดยมีสื่อหนังสือพิมพ์นำมาเขียนขยายความเผยแพร่ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกินจริงไปบ้าง นอกจากนี้ พวกนักเขียนยังนำเรื่องเล่าต่างๆ ไปเขียนเป็นนิยายอิงชีวิตจริงราคาถูก ขายไปทั่วอเมริกา ระยะต่อมาก็กลายเป็นการแสดงสด เป็นหนังและทีวี  ซึ่งเป็นสื่อที่มีอิทธิพลที่สุดต่อมนุษย์ปัจจุบัน แม้จะโดนกระแสเทคโนโลยีพัดพาจนเป๋ไปบ้างในช่วงหลัง ค.ศ. ๑๙๖๐ แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีคนชื่นชมคาวบอยอยู่ไม่น้อยในกลุ่มคนทุกระดับ ประธานาธิบดีของอเมริกาหลายคน ที่ใช้เอกลักษณ์ของคาวบอยหาเสียง หรือใช้ดาราคาวบอยมาช่วยหาเสียงให้ตนเอง เริ่มตั้งแต่ประธานาธิบดี รูสเวลท์ มาจนถึงยุค โรนัลด์ รีแกน และ ยอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช 

                ที่ศูนย์คาวบอยแห่งชาติของ ยีน ออทรี  ถึงกับมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องคาวบอย กับ ประธานาธิบดี(http://www.geneautry.com) อย่างภูมิใจเลยทีเดียว

โปสเตอร์นิทรรศการคาวบอยกับประธานาธิบดี และของแสดงในงานเช่น ชุดคาวบอยและวัวไฟฟ้าสำหรับออกกำลังกายของประธานาธิบดีคนที่ 13 John Calvin Coolidge, Jr. (July 4, 1872 – January 5, 1933) และรองเท้าคาวบอยของประธานาธิบดีรีแกนมีตราประธานาธิบดีติดอยู่ด้านหน้า

 ๑.๕.๑. บัฟฟาโล บิลล์  ไวล์ดเวสต์โชว์(Buffalo Bill’s Wild West Show)

โปสเตอร์โฆษณาบัฟฟาโล บิลล์ ไวล์ดเวสต์โชว์ในยุคปี ค.ศ. ๑๘๘๓

 ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/msslovi0/269476715/

Text Box:  

                กระแสนิยมคาวบอยในอเมริกา ถ้าจะดูปัจจัยที่มีแรงกระทบสูงจริงๆ แล้ว น่าจะเริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๘๓ เมื่อ วิลเลียม เอฟ. โคดี้ (William F. Cody-1846-1917) หรือที่รู้จักกันในนาม บัฟฟาโล บิลล์  ได้เปิดการแสดง ไวล์ดเวสต์โชว์(Wild West Show) อย่างเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรก ที่เมืองโอมาฮา รัฐเนบราสก้า โดยใช้คาวบอยจริง และอินเดียนแดงจริง แสดงสดก่อนที่จะมีหนังและทีวี  ซึ่งการแสดงนี้ได้รับความนิยมต่อเนื่อง อย่างยาวนาน และเติบโต เป็นการแสดงระดับชาติ และนานาชาติในที่สุด

ภาพถ่ายบัฟฟาโล บิลล์ จาก http://www.flickr.com/photos/7364897@N02/2079260954/

 
 

 

 

 


                ระยะหลัง บัฟฟาโล บิลล์ นำคณะไปแสดงในยุโรปเป็นเวลาถึง ๑๐ ปี รวมช่วงเวลาที่คณะแสดงของเขาได้รับความนิยมทั้งสิ้น เป็นระยะเวลากว่า ๓๐ ปี ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า ธุรกิจบันเทิงไม่ว่าในยุคใด ย่อมสร้างกระแสนิยมบางอย่างขึ้นในหมู่ผู้ชมไม่มากก็น้อย  ดังนั้น จากเด็กๆ ไปจนถึงคนแก่ในยุคนั้น จึงได้รับการอัดฉีดค่านิยมแบบตะวันตกเข้าไปเป็นจำนวนมาก พวกเขาชื่นชมหลงใหล บัฟฟาโล บิลล์ รวมทั้งดารา คาวบอยและอินเดียนแดงตัวจริงของเขาอีกหลายคน หนึ่งในดาราร่วมทีมที่โด่งดังจนเป็นตำนานอีกคนหนึ่งก็คือสาวน้อย แอนนี โอ๊คเลย์(Annie Oakley)   นักแม่นปืนหญิงคนแรกของโลก ซึ่งทำสถิติไม่มีใครทาบได้ ทั้งในยุโรปและอเมริกา จนถึงอายุ 60 กว่าปี

 

๑.๕.๒. หนังคาวบอย

                ในช่วงปลายชีวิตของบัฟฟาโล บิลล์ เทคโนโลยีบันเทิงแนวใหม่ คือภาพยนตร์ขาวดำได้เข้ามาแทนที่การแสดงสด และเริ่มมีการสร้างหนังคาวบอยขึ้นมาฉายเก็บเงินคนดูเหมือนละครเวที  หนังคาวบอยเก็บเงินเรื่องแรกของโลก สร้างในปี ค.ศ. ๑๙๐๓  คือเรื่อง การปล้นรถไฟครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Train Robbery)”  สร้างโดยลูกจ้างคนหนึ่งของบริษัทภาพยนต์โธมาส เอดิสัน(Thomas Edison’s motion picture)  กำกับการแสดงโดย เอ็ดวิน เอส. พอร์เตอร์(Edwin S. Porter ) ซึ่งเขาเป็นตากล้องเก่าแก่คนหนึ่งของนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าและเครื่องฉายหนังให้เราได้ใช้กันทุกวันนี้ นั่นคือ  โธมาส อัลวา เอดิสัน Thomas Alva Edison(February 11, 1847–October 18, 1931)

                หนังเรื่องนี้เป็นหนังใบ้ขาวดำ มีเสียงดนตรีประกอบคล้ายหนังตลก ชาลี แชปปลิ้น  ความยาวหนัง ๑๐ นาที มี ๑๔ ฉาก ซึ่งดูแล้วถือได้ว่าก้าวหน้าเหลือเชื่อ ภาพยังคมชัดอยู่เลย พล็อตก็ดี หนังบางเรื่องยุคปัจจุบันยังสู้ไม่ได้ มีครบเครื่องหนังคาวบอย คือมีทั้งการปล้น มีตลก ตื่นเต้น มีฉากคาวบอยเต้นรำ ฉากขี่ม้ายิงปืน

                 การตัดต่อหนังเรื่องนี้ถือว่าดีมาก คือแม้ไม่มีเสียงพูด ก็เดาเรื่องราวได้ดี ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดและดาวน์โหลดมาดูได้ฟรี เพราะเป็นหนังที่ลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว โดยไปที่เว็บไซต์ http://emol.org/movies/greattrainrobbery/index.html

                คนในวงการหนังบางคนถือว่า หนังเรื่อง การปล้นรถไฟครั้งยิ่งใหญ่ นี้ เป็นหนังที่เริ่มต้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ขนาดใหญ่ในปัจจุบัน พล็อตเรื่องได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๐๐ เมื่อสมาชิกแก๊งโจรจากที่ซ่อนลึกลับที่ชื่อ รูในผนัง (Hole in the Wall)” ของ ยอร์จ ลีรอย พาร์กเกอร์  (Grorge Leroy Parker) หรือที่รู้จักกันในนาม บุตช์ แคสสิดี้(Butch Cassidy) ได้หยุดรถไฟขบวนหมายเลข 3 บนเส้นทางรถไฟสายยูเนียน ปาซิฟิก ที่มุ่งเข้าเมืองเทเบิ้ล ร็อค (Table Rock) ไวโอมิง และได้ระเบิดตู้เซฟได้เงินไป ๕ พันดอลลาร์

                นับจากนั้น คนอเมริกันที่มีฐานะดีก็มีหนังคาวบอยดูกันตามโรงละคร โดยไม่ต้องเดินทางไปดูการแสดงสดไกลๆ อย่างของ บัฟฟาโล บิลล์  อีกต่อไป  แม้อุตสาหกรรมหนังจะสร้างหนังหลายประเภท แต่ค่านิยมในการแสดงคาวบอยของบัฟฟาโล บิลล์ ยังอยู่ จึงมีผลทำให้หนังคาวบอยขายดีอย่างยาวนาน มีการสร้างหนังคาวบอยยุคแรกเป็นพันเรื่อง ปัจจุบันก็ยังสร้างสลับหนังประภทอื่นอยู่เรื่อยๆ  หนังคาวบอยได้อัดฉีดค่านิยมในวิถีชีวิตแบบคาวบอยและวัฒนธรรมตะวันตก ให้แก่คนอเมริกันและชาติอื่นทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

 

หนังคาวบอยเกรดบี (B-Western)

                ในยุคนั้น โรงหนังในเมืองใหญ่ๆ นิยมฉายหนังใหญ่ที่เรียกว่าหนังเกรดเอ (A films)จากฮอลลีวูด ซึ่งเป็นหนังฟอร์มใหญ่ ลงทุนสูง แต่ยังมีโรงหนังขนาดเล็กทั่วอเมริกาอีกประมาณ  ๑๖,๐๐๐ โรง[5] จึงมีบริษัทหนังอื่นๆ สร้างหนังสั้น ราคาถูก และนำเข้าโรงฉายในเมืองเล็กแบบ 2 เรื่องควบ (double feature) โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี ๑๙๑๐ ถึง ๑๙๒๐ ซึ่งเป็นหนังเงียบและมาได้รับความนิยมสูงขึ้นมากในปี 1929 ซึ่งเป็นยุคหนังเสียงในฟิลม์ หนังประเภทนี้เรียกว่า B-movie ถ้าเป็นหนังคาวบอย เรียกว่า B-western  และนิยมสร้างเป็นตอนๆ แต่ละตอนใช้ดาราคนเดียวกัน และนิยมใช้ชื่อดาราเป็นตัวละครเอกในหนังด้วย  คือเป็นหนังซีรี่นั่นเอง แต่ฉายทางโรงหนังขนาดเล็กมากกว่าโรงใหญ่

                หนังเกรดบี สร้างง่ายและราคาถูก ความยาวหนังประมาณ ๕๐ นาที ถึง ๑ ชั่วโมงต่อเรื่อง คนนิยมและติดกันงอมแงม โรงหนังขนาดเล็กทั่วประเทศจึงนิยมฉายหนัง B-western มากกว่า และทำให้บริษัทสร้างหนังมีส่วนแบ่งรายได้ดีกว่า ดังนั้น บริษัทใหญ่ๆ ในฮอลลีวูด เช่น โคลัมเบีย พิกเจอร์ จึงหันมาสร้างหนังประเภทบี บ้าง

                ในช่วงปี ๑๙๓๐ ถึง ๑๙๔๐ หนังเกรดบีฉายควบ ๒ เรื่อง กลายเป็นหนังโกยเงินอันดับหนึ่งของฮอลลีวูด ความต้องการของคนดูสูงมาก บริษัทหนังจึงต่างเร่งรีบสร้างเพื่อป้อนโรงหนังให้ทัน ระยะเวลาสร้างหนังแต่ละเรื่องจึงสั้น บางเรื่องแค่ ๒-๓ สัปดาห์เท่านั้น ช่วงนี้เรียกว่า ยุคทองของฮอลลีวูด (Hollywood Golden Age) หนังส่วนมากที่สร้างในยุคนี้ เป็นหนังแนวตะวันตก จึงถือได้ว่า กระแสนิยมคาวบอยของคนอเมริกันยุคนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากหนังเกรด B มากกว่าหนังเกรด A และอยู่ในวงกว้างกว่ามาก

 

๑.๕.๓. ดาราคาวบอย

                นอกจากหนังคาวบอยแล้ว ดาราหนังคาวบอยหลายคน ก็ได้สร้างแรงดึงดูดความสนใจและรสนิยมในการแต่งกาย และบุคลิกท่าทางแบบคาวบอยในหมู่ผู้คนอย่างมาก ช่วงปี ค.ศ. ๑๙๓๐ ถึง ๑๙๖๐ ที่เป็นยุคทองของหนังคาวบอย ซึ่งเกิดจากหนังประเภท B-western จำนวนมาก ในโรงหนังขนาดเล็กเกือบสองหมื่นโรงทั่วอเมริกา ได้เกิดมีดาราหนังคาวบอยที่ถือว่าเป็นตำนานเกิดขึ้นหลายคน ตัวอย่าง เช่น จอห์น เวย์น, ยืน ออทรี, รอย โรเจอร์ส, คลิ้นท์ อีสวูด  ซึ่งในบทนี้ จะขอกล่าวถึงดารายุคแรกที่มีชื่อมากบางคนอย่างย่อๆเท่านั้น

 

 

 

จอห์น เวย์น(John Wayne)

                จอห์น เวย์น (๒๖ พ.ค.๑๙๐๗๑๑ มิ.ย. ๑๙๗๙) เป็นดาราหนังที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดีทั่วโลก แม้ชีวิตเกิดมาจะไม่เคยอยู่ในไร่ปศุสัตว์มาก่อน ขี่ม้าก็อยู่ในขั้นพอใช้ได้ไม่ถึงขั้นเชี่ยวชาญ แต่เขาก็เป็นดาราที่แสดงหนังคาวบอยไว้จำนวนมากเรื่องคนหนึ่ง คนทั่วโลกยุคปี ๑๙๖๐ ถือว่าเขาเป็นเอกลักษณ์ของคาวบอยและเป็นสัญญลักษณ์ของคนอเมริกัน(American Icon)ไปเลย  

                ความนิยมในตัว จอห์น เวย์น ทำให้เขาถูกทาบทามให้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในปี ๑๙๖๘ แต่เขาปฏิเสธและสนับสนุน เพื่อนดาราคาวบอยอีกคน คือ โรนัลด์ รีแกน จนได้เป็นประธานาธิบดีในตอนหลัง  ความนิยมในตัวเขา ทำให้สนามบินแห่งหนึ่งในคาลิฟอร์เนียปัจจุบันใช้ชื่อของเขา และยังสร้างรูปปั้นคาวบอยของเขาเอาไว้ที่นี่ด้วย

            และแน่นอนที่ว่า ในยุค B-Western จอห์น เวย์น ที่เคยแสดงหนังฟอร์มใหญ่มาก่อน ก็ต้องมาแสดงหนังประเภท B-western ด้วยจำนวนหลายสิบเรื่อง โดยเขามีสัญญาระยะยาวกับบริษัท Republic Pictures  ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับของ ยีน และ รอย

                บุคลิกและหน้าตาของจอห์น เวย์น เหมาะกับการแสดงหนังคาวบอยอย่างมาก แม้เขาจะแสดงหนังประเภทอื่นจำนวนไม่น้อยกว่าหนังคาวบอย แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังนึกถึงเขาในภาพของคาวบอยขี่ม้าอยู่นั่นเอง  สินค้าสไตล์ตะวันตกจำนวนไม่น้อย ที่ใช้รูปจอห์น เวย์น ในการโฆษณา

 

ซิงกิ้งคาวบอย (Singing Cowboy)  

                ในยุคทองของหนังเกรดบีนี้  ได้เกิดดาราหนังที่เป็นตำนานอีกสองคน คือ ยีน ออทรี (Gene Autry) และรอย โรเจอร์ (Roy Rogers) ทั้งสองเป็นดาราประเภท Singing Cowboy คือเป็นทั้งนักร้องและนักแสดงคาวบอย ที่เชี่ยวชาญในการขี่ม้า และอาศัยม้ากับการร้องเพลงช่วยสร้างชื่อเสียงให้ตน นอกจากแสดงหนังแล้ว ยังมีการแสดงสดในฟาร์มของตนเอง ที่เหมือนเป็นโรงละครส่วนตัวขนาดใหญ่ มีพระเอกออกมาขี่ม้าดวลปืนกับผู้ร้าย หรือแสดงความสามารถความฉลาดแสนรู้ของม้า ตามแบบที่บัฟฟาโล่ บิลล์ เคยทำมา การโฆษณาการแสดงของทั้งสองคน มักจะอ้างถึงม้าคู่ใจของเขาเสมอ เช่น ยีน ออทรี และแชมเปี้ยน ม้ามหัศจรรย์แห่งตะวันตก (Gene Autry and Champion, wonder horse of the west)  หรือ รอย โรเจอร์ส และทริกเกอร์ ม้าที่ฉลาดที่สุดในภาพยนตร์ (Roy Rogers and Trigger, the smartest horse in the movie)

                รอย ร่วมตั้งวงดนตรีคาวบอยที่ดังมากชื่อ Sons of the Pioneers[6] ซึ่งเป็นวง Western Music ที่ยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้ ผู้คนชอบพวกเขาไม่ใช่แค่จากหนังเท่านั้น แต่ยังชอบเพลงที่พวกเขาร้องด้วย มีเพลงของพวกเขาหลายร้อยเพลงที่ได้รับการอัดแผ่นเสียง        ในแง่สร้างกระแสความนิยมคาวบอยในคนหมู่มากแล้ว ต้องถือว่า ยีน และ รอย สร้างผลกระทบต่อค่านิยมของคนอเมริกันยุคนั้นได้มากกว่า จอห์น เวย์น มากนัก  ชีวประวัติของทั้งสองที่ละเอียดกว่านี้จะกล่าวถึงในบทต่อไป

Text Box:   
 
หนังชุด B-western ของ ยีน ออทรี  และ รอย โรเจอส์ ซึ่งยังมีขายในรูป DVD ในปัจจุบัน
  

 

 

Text Box:    
 ยีน ออทรี และ แชมเปี้ยน ม้าคู่ใจ ในมาดเท่ห์ๆ ที่เป็นที่ใฝ่ฝันของคาวเกิร์ลและคาวบอยทั่วอเมริกา    ภาพจาก http://www.geneautry.com


Text Box:   
ภาพการโพสต์ท่าของ รอย โรเจอร์ส กับภรรยาเดล อีวาน และม้าแสนรู้ ชื่อ ทริกเกอร์ ของเขา

๑.๕.๔. มรดกทางธุรกิจจากความนิยมในตัวคาวบอย

                แม้ว่าดาราหนังคาวบอยประเภทร้องเอง แสดงเอง สร้างเอง อย่างยีน ออทรี และรอย โรเจอร์ส จะจากโลกนี้ไปแล้ว รวมทั้ง จอห์น เวย์น ด้วย แต่ความนิยมในตัวพวกเขายังอยู่  มีธุรกิจที่อาศัยชื่อเสียงของพวกเขาในปัจจุบันตามมาอีกหลายอย่าง และกลายเป็นสิ่งที่ช่วยยืดอายุค่านิยมในวัฒนธรรมคาวบอยตะวันตกต่อไปอีกนาน เช่น ธุรกิจร้านอาหาร  เสื้อผ้าสไตล์คาวบอย  การจัดทัวร์ท่องเที่ยวขี่ม้า พักแรม ในดินแดนตะวันตก หรือในไร่ที่เป็นมรดกของคาวบอย มีธุรกิจการแสดงสดและวงดนตรีแนวตะวันตกเลียนแบบการร้องเพลงของพวกเขาไปทั่ว ทุกวันนี้ยังมีคนที่นิยมชมชอบสไตล์ตะวันตกจากทั่วโลก ที่ถือโอกาสไปเที่ยวพักผ่อน ไปจัดงานปาร์ตี้แบบคาวบอยในฟาร์มปศุสัตว์  ในดินแดนตะวันตก โดยมีบริษัทรับจัดงานและทัวร์พวกนี้โดยเฉพาะ

 

๑.๕.๔.๑. เมโลดี้แรนซ์ (Melody Ranch)

            เมโลดี้แรนซ์(Melody Ranch) คือสถานที่ซึ่ง ยิน ออทรี ซื้อมาใช้เป็นสถานที่แสดงหนังคาวบอยของเขาเองและให้เช่ามาตั้งแต่ปี ๑๙๕๒ หนังคาวบอยดังๆ ที่แสดงโดยดาราคาวบอยผู้เป็นตำนานแห่งยุค เช่น จอห์น เวย์น, แกรี่ คูเปอร์, รอย โรเจอร์ส, วิลเลียม เอส อาร์ท, ทอม มิกซ์ ก็ต้องเช่าใช้สถานที่แห่งนี้

                ในปี ๑๙๖๒ เกิดไฟไหม้อาคารไม้แบบตะวันตก ตามถนนใหญ่ เสียหายเกือบหมด จึงทำให้ต้องหาที่ถ่ายหนังที่อื่น ยีนได้ใช้ส่วนที่เหลือ ให้เป็นที่เอยู่ของ     แชมเปี้ยน เจ้าม้าคู่ใจของเขาจนมันสิ้นชีวิตในปี ๑๙๙๐  

                หลังแชมเปี้ยนสิ้นชีวิต ยีนประกาศขายเมโลดี้แรนซ์ทั้งหมด พี่น้องเวลูแซต พอลล์, เรโนด, อังเดร (Paul, Renaud. Andre Veluzat) ได้ซื้อเมโลดี้แรนซ์ไปบูรณะเป็นเมืองคาวบอยให้เช่าถ่ายหนังอีกครั้ง พร้อมจัดหาอุปกรณ์ครบทุกอย่างเตรียมไว้ และยังให้บริการอยู่ในทุกวันนี้[7]  ช่วงเมษายนของทุกปี จะมีการจัดงานเทศกาลคาวบอยขึ้นที่นี่

 

            ในเมืองคาวบอยจำลองแห่งนี้ สร้างด้วยไม้ให้มีขนาดและสไตล์ตามแบบตะวันตกยุค ค.ศ. ๑๘๐๐ จริงๆ ประกอบด้วยสถานที่นิยมใช้ในฉากคาวบอยครบทุกอย่าง เช่น ทางเท้า(boardwalks) ร้านเหล้าหรือซาลูน(saloon)  โบส์ถ  โรงแรม ธนาคาร คุก(jailhouse)  ร้านขายของชำ ซึ่งทั้งภายนอกและภายในตกแต่งไว้ครบ พร้อมที่จะใช้แสดงหนังได้ทุกเวลา  นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ถ่ายหนัง สิ่งประกอบต่างๆ ให้เช่าอีกเพียบ

เช่น ถังเบียร์  เกวียนยุคตะวันตก ใครสนใจจะไปถ่ายหนังที่นี่ ติดต่อได้ที่ P.O. Box 220597 Newhall, CA 91322 Tel:661-259-9669 Fax:661-259-3788 หรือติดต่อทางอีเมล์ได้ที่ info@melodyranchstudio.com

ภาพโบส์ถ ธนาคาร โรงแรม และที่ทำงานนายอำเภอพร้อมคุก และภายในอาคารร้านค้าและคุกที่พร้อมใช้ในการถ่ายหนังคาวบอย

๑.๕.๔.๒. รอยโรเจอร์แรนซ์(Roy Rogers Double R Ranch[8])

                ตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับคนนิยมคาวบอยอีกแห่งหนึ่ง คือ รอยโรเจอร์แรนซ์ ซึ่งใช้ไร่เก่าของรอยมาปรับปรุงรับนักท่องเที่ยว จัดเทศกาลเกี่ยวกับรอย และเดล อีวาน (นักแสดงผู้ได้ชื่อว่าราชินีตะวันตก เป็นภรรยาของ รอย) โดยยังรักษาบ้านพักของรอย และเดล เอาไว้ให้คนดู ในงานเทศกาล ก็จะหาคนหน้าตาคล้ายรอย โรเจอร์ส ออกมาขี่ม้าโชว์นักท่องเที่ยว ถือเป็นจุดขายอย่างหนึ่ง

 

 

 

๑.๕.๔.๓. ภัตตาคาร รอย โรเจอร์

            ภัตตาคาร รอย โรเจอร์ คือผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่ง เป็นธุรกิจร่วมทุนระหว่างรอย กับนักธุรกิจด้านโรงแรมผู้หนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นประมาณปลายปี ๑๙๖๐ ใช้ชื่อเสียงของเขาสร้างแบรนด์เนมเพื่อขายอาหารเช่น ไก่ทอด แซนวิสเนื้อย่างหั่นบางสไตล์ตะวันตก

  

                ในช่วงบูมประมาณปี ๑๙๘๐ มีร้านอาหารในเครือ รอย โรเจอร์ส ๖๕๐ แห่งทั่วอเมริกา ในปัจจุบันธุรกิจนี้ยังเหลืออยู่ ๑๓ แห่งที่ใช้ชื่อเดิม จากความผิดพลาดที่ขายให้บริษัท Hardee และเปลี่ยนชื่อใหม่ จนต้องขายทุกแห่งที่เปลี่ยนชื่อให้แก่ McDonald’s [9]

 

๑.๕.๔.๔. พิพิธภัณฑ์และโรงละครแฮปปี้เทรลส์

                มรดกอีกอย่าง ที่รอย เหลือไว้ให้ลูกหลานก็คือ  พิพิธภัณฑ์และโรงละครแฮปปี้เทรลส์ รอย โรเจร์ส-เดล อีวาน (Roy Rogers-Dale Evan Museum & Happy Trails Theater)  ซึ่งเปิดให้คนซื้อตั๋วเข้าไปดูการแสดง  ของสะสม และของใช้ในชีวิตของทั้งสองคน แม้แต่รถยนต์โบราณคันแรกของเขาก็ยังมีอยู่ นอกจากนี้ ลูกชายของ รอย คือ รอย โรเจอร์ จูเนียร์ หรือชื่อเล่น ดัสตี้(Dusty) ก็จะนำวงดนตรีสไตล์คาวบอยของเขา ชื่อวง ไฮ ไรเดอร์ (High Riders) มาแสดงเป็นประจำ  ที่หน้าพิพิธภัณฑ์มีรูปปั้นม้าคู่ใจของรอยคือ ทริกเกอร์ ใหญ่กว่าของจริงผงาดอยู่

 

 

                ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ กลุ่มธุรกิจในเครือของรอย ยังมีบ้านท่อนซุงให้เช่าในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการพยายามเอาใจผู้ที่แสวงหากลิ่นอายตะวันตกอย่างครบวงจร

 

๑.๕.๔.๕. ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ตะวันตก ออทรีแห่งชาติ (The Autry National Center)

       เนื่องจาก ยีน ออทรี มีธุรกิจมากมายในตอนแก่ โดยเฉพาะด้านกีฬา และติดอันดับเศรษฐีอเมริกัน  เขาจึงสามารถสร้างพิพิธภัณฑ์ของตนเองได้ยิ่งใหญ่กว่า รอย โรเจอร์ส มาก  ปัจจุบันใช้ชื่อว่า ศูนย์ออทรีแห่งชาติ (The Autry National Center) เป็นศูนย์การศึกษาประวัติศาสตร์ ที่เรียกว่า 3 แคมพัส หรือ 3 วิทยาเขตเลยทีเดียว โดยเกิดขึ้นจากพิพิธภัณฑ์ของเขา 3 แห่งคือ พิพิธภัณฑ์อเมริกันอินเดียนตะวันตกเฉียงใต้ (Southwest Museum of the American Indian) พิพิธภัณฑ์อเมริกันตะวันตก (Museum of the American West) และ พิพิธภัณฑ์ผู้หญิงตะวันตก (Women of the West Museum )  ถือว่าศูนย์นี้เป็นหัวหอกในการปลุกฝังค่านิยมตะวันตกที่สำคัญแห่งหนึ่งของอเมริกาในปัจจุบัน


Griffith Park Campus, Los Angeles, CA               Mt. Washington Campus, Los Angeles, CA

 


Gene Autry Oklahoma Historical Museum, Gene Autry, OK

 

๑.๕.๕ การขี่ม้าท่องเที่ยวย้อนรอยเส้นทางต้อนวัวสายประวัติศาสตร์

                การท่องเที่ยวที่ส่งเสริมค่านิยมตะวันตก คือธุรกิจที่ช่วยต่อสายป่านวัฒนธรรมคาวบอยอีกประเภทหนึ่ง เป็นทัวร์ที่จัดในแดนคาวบอยที่มีชื่อ  เช่น ทัวร์ขี่ม้าต้อนวัวบนเส้นทางสายประวัติศาสตร์ชิซึม (The Chisholm Trail) อันเลื่องชื่อ ในปี ๒๕๕๐  ทัวร์นี้ จัดให้ลูกทัวร์ได้นั่งฟังเพลงคาวบอยในบริเวณแคมป์ไฟ ได้กระทบไหล่นักร้องเพลงคาวบอยอันดับหนึ่งของอเมริกาชื่อ ไมเคิล มาร์ติน เมอร์ฟี (Michael Martin Murphey) ด้วย  ค่าตั๋วทัวร์เฉพาะการเข้าร่วมขบวนโดยต้องมีม้าของตนเองไม่รวมค่าเดินทางคือ $1,250 หรือประมาณ ๕ หมื่นบาทต่อคน หรือจะเช่าเกวียน ๑๐ คนต่อคันก็ได้  ถ้าไปเช่าม้าด้วย ก็คนละ $1,600 ทัวร์มีระยะ ๓ วัน ๒ คืน   

                ไมเคิล มาร์ติน เมอร์ฟี เป็นนักร้องเพลงคาวบอยอันดับหนึ่งของอเมริกาในยุคนี้   เขาใช้ชื่อย่อว่า MMM หรือ 3M เป็นนักร้องเพลงคาวบอยยุคเดียวกับ วิลลี เนลสัน (Willie Nielson) แต่เป็นคนแรกที่ได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำประเภทเพลงคาวบอย และตามมาอีกหลายแผ่น 

                ไมเคิล เกิดในเท็กซัส  เขาเป็นคาวบอยขี่ม้าในไร่ของปู่มาตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ ทุกวันนี้เขายังชอบชีวิตขี่ม้าในทุ่งอยู่ เขามีรายการโชว์ทางทีวีเกี่ยวกับการขี่ม้าล่าสัตว์แบบตะวันตก และการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจัดคอนเสริร์ตช่วยมูลนิธิจอห์น เวย์น และอื่นๆ งานที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การขี่ม้าร่วมกับการจัดทัวร์พิเศษต้อนวัวเขายาว (Long horn) ของเทกซัส ซึ่งเรียกว่า The Great American Cattle Drive เพื่อหาเงินช่วยสร้างตึกสำหรับเก็บบันทึกประวัติบุคคลดีเด่นทางการต้อนวัว (National Drovers Hall of Frame) ซึ่งจัดทัวร์ขี่ม้าต้อนวัวบนเส้นทางต้อนวัวสายประวัติศาสตร์ ชิซึม(Chisholm Trail) โดยเขาจะขี่ม้าไปกับลูกทัวร์ ร่วมร้องเพลงในแคมป์ไฟ เป็นรูปแบบที่น่าสนใจมาก  

                การจะไปร่วมทัวร์ตะวันตกยิ่งใหญ่เช่นที่กล่าวมา ต้องมีการจองล่วงหน้าเป็นปี  ในปี ๒๕๕๒ ช่วงวันที่ ๒๕-๒๘ กันยายน เขามีโปรแกรมยิ่งใหญ่อีกทัวร์หนึ่ง เรียกว่า ทัวร์ขี่ม้าและต้อนควายป่าฤดูใบไม้ร่วง (THE FALL BUFFALO ROUNDUP AND TRAIL RIDE) ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ที่ http://www.gunselhorseadventures.com/Buffalo/  นำโดย ไมเคิ้ล มาร์ติน เมอร์ฟี่ เช่นเคย  งานนี้ จะมีการขี่ม้าชมหุบเขาประวัติศาสตร์ และต้อนควายป่าในแถบเซาท์ ดาโกต้า ซึ่งมีควายป่าไบซันเลี้ยงไว้ให้ต้อนถึงประมาณ  ๑,๕๐๐ ตัว ค่าใช้จ่ายตลอด ๔ วันประมาณคนละ ๑,๘๐๐ ดอลลาร์

 

ภาพการขี่ม้าต้อนควายป่าไบซันในทัวร์ตะวันตก นำโดยนักร้องไมเคิล มาร์ติน เมอร์ฟี

๑.๕.๖. งานแข่งขันโรดิโอระดับชาติและแข่งขี่วัวพยศระดับโลก

          งานประจำปี ที่ช่วยสงวนรักษาและส่งเสริมวัฒนธรรมคาวบอยในอเมริกาและแคนาดา ให้ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกอย่าง คือ การแข่งขันโรดิโอชิงแชมเปี้ยนระดับประเทศ และระดับโลก ซึ่งแบ่งเป็นการแข่งขันหลายประเภท เช่น การขี่ม้าพยศ ขี่วัวพยศ การแข่งโยนเชือกบ่วงบาศก์จับวัวจากหลังม้าแล้วล้มวัว และการขี่ม้าอ้อมถัง  ปัจจุบันเป็นธุรกิจกีฬาที่มีอิทธิพลและได้รับความนิยมอย่างมาก ถือกันว่าเป็นสุดยอดของกีฬาคาวบอย ที่คนที่มีรสนิยมแบบตะวันตกจะพลาดไม่ได้ เป็นกีฬาที่อันตรายที่สุด และทำเงินให้แก่นักกีฬาคาวบอยฝีมือดีจนร่ำรวยเป็นเศรษฐีกันหลายคน

๑.๕.๖.๑. การแข่งขันโรดิโอแห่งชาติ(National Finals Rodeo-NFR)

                หัวหอกในการจัดแข่งขันโรดิโอระดับชาติของอเมริกา คือ สมาคมโรดิโอคาวบอยอาชีพ(Professional Rodeo Cowboys Association[10]) โดยมีบริษัทยีนแรงเลอร์(Wrangler) ผูกขาดเป็นสปอนเซอร์ใหญ่มาช้านาน  ทีมงานนี้จัดการแข่งขันรอบสุดท้ายแห่งชาติที่เรียกว่า National Finals Rodeo (NFR)  เป็นการแข่งขันประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อคัดเลือกผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันระดับรัฐประเภทละ ๑๕คน มาแข่งหาผู้ชนะเลิศระดับประเทศ การแข่งขันนี้จัดทุกปีในเดือนธันวาคม ใช้เวลา 1 สัปดาห์  สถานที่คือ โทมัสและแม็กค์เซ็นเตอร์ (Thosma & Mack Center) ภายในมหาวิทยาลัยเนวาดา ลาสเวกัส(UNLV)  รัฐเนวาดา  รางวัลผู้ชนะเลิศอยู่ในระดับแสนดอลลาร์ขึ้นไป การแข่งขี่วัวมีรางวัลสูงถึงล้านดอลลาร์  จึงเป็นที่ใฝ่ฝันของคาวบอยทั่วประเทศ ก่อนการแข่งขันนี้  รัฐใหญ่ๆ ทางตะวันตก เช่น เท็กซัส อาริโซนา มอนตานา เนวาดา โคโลราโด จะเป็นผู้จัดการแข่งขันรอบคัดเลือก เพื่อหาตัวผู้มาเข้าแข่งขัน NFR เว็บไซต์ผู้จัดอยู่ที่ http://www.nfrexperience.com/ และ http://www.national-finals-rodeo-site.info/ 

         เฉพาะการแข่งขันขี่วัวพยศ จะมีองค์กรในรูปบริษัทชื่อโปรเฟสชั่นแนลบูลล์ไร้เดอร์ (Professional Bull Riders Inc.-PBR) ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐโคโลราโดเป็นผู้จัด มีเว็บไซต์อยู่ที่ http://www.pbrnow.com/ องค์กรนี้รับผู้เข้าแข่งที่เป็นสมาชิกเท่านั้น และมีเครือข่ายหลายประเทศ เช่น แคนาดา บราซิล ออสเตรเลีย เม็กซิโก ซึ่งมีคาวบอยรวมกันกว่า ๘๐๐ คน  ที่จะมาร่วมคัดเลือกหาผู้ชนะเลิศประจำปีระดับโลก

                เงินรางวัลแชมป์โลกขี่วัวพยศระดับอาชีพ จาก PBR เป็นเงินสด ๑ ล้านดอลลาร์และยังมีสิ่งของอื่นอีกหลายอย่าง คนอเมริกันทุกวันนี้ มักจะถือว่า นักกีฬาที่เข้าแข่งขันในงานโรดิโอประจำปีนี้ เป็นการพิสูจน์ความเป็นคาวบอย หรือคาวเกิร์ล ระดับสูงสุด  รายละเอียด กฎกติกาการแข่งขันจะกล่าวถึงในบทต่อไป

            ในแคนาดา ก็มีสนามแข่งโรดิโอที่มีชื่อระดับโลกอีกแห่งหนึ่ง เป็นงานประจำปี  เรียกว่า Cloverdale Rodeo & Country Fair[11] ซึ่งจัดแข่งขันเพื่อคัดเลือกตัวผู้ชนะระดับประเทศ และระดับโลกในบางประเภท และส่วนหนึ่งเข้ามาแข่งขันในรายการของ NFR และ  PBR ของอเมริกา

 

๑.๕.๗. การแข่งขันคาวบอยชักปืนเร็ว ของสมาคมคาวบอยชักปืนเร็ว(Cowboy Fast Draw Association (CFDA))

          จุดเด่นของคนอเมริกันอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อรักชอบสิ่งใดแล้ว เขาพยายามส่งเสริมกันอย่างจริงจัง  คนที่ชอบคาวบอยชักปืนไว เขาก็พยายามสร้างให้เป็นกีฬาระดับประเทศให้ได้ และกลายเป็นระดับโลกในที่สุด ซึ่งเป็นการช่วยกันส่งเสริมให้วัฒนธรรมเก่าแก่ของเขา ยังคงเป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่ต่อไปได้

                สมาคมคาวบอยชักปืนเร็ว หรือ Cowboy Fast Draw Association(CFDA) เป็นอีกองค์กรหนึ่ง ที่ช่วยรักษากระแสนิยมคาวบอยให้คงอยู่ และอาจสูงขึ้นในอนาคต สมาคมนี้ตั้งมาได้ประมาณ ๖ ปีนี้เอง  จากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชื่อ ฟอล์ก คันทรี เร็คคอร์ด[12] บอกว่าสมาคมนี้ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๕  ที่เมือง เด็ดวูด รัฐเซาท์ดาโกตา(Deadwood, South Dagota)   ข้อมูลจากเว็บไซต์ของสมาคม[13] ระบุว่า ผู้ก่อตั้งคือ นางซูซาน และ นายแบรด เฮ็มมาฮ์(Susan & Brad Hemmah )สามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งสนใจสไตล์ยิงปืนเร็วแบบคาวบอยอย่างมาก  แบรด จึงคิดกฎกติกาการแข่งขันยิงปืนเร็วแบบตะวันตกขึ้นมา โดยลอกเลียนวิธีการของพวกคาวบอยยุค ค.ศ. ๑๘๐๐ ทุกอย่างที่เป็นได้  เช่น ตัองใช้ปืนลูกโม่ขนาด .๔๕ แบบลำกล้องยาวตามมาตรฐานโรงงาน ห้ามดัดแปลงแม้แต่น้อย ใช้ซองปืนตามแบบพวกเม็กซิกันยุคนั้น โดยกำหนดขนาดและรูปแบบให้อยู่ในพิกัด ส่วนกระสุน ใช้กระสุนขี้ผึ้งสังเคราะห์ที่กระทบแล้วกระจายหายไป ใส่ดินปืนดำไม่เกิน ๖ เม็ด และใช้เป้าจับเวลาคอมพิวเตอร์มาตรฐานสูงจากพื้น ๕๐ นิ้ว   เมื่อทดลองจัดการแข่งขันชักปืนเร็วขึ้น ปรากฎว่าได้รับความนิยมอย่างมาก จนเป็นที่สนใจระดับประเทศ  แบรดและซูซาน จึงตั้งสมาคมคาวบอยชักปืนเร็วขึ้นมา และจัดการแข่งขันระดับประเทศจากปี  พ.ศ. 2545-2548 เขามีคติประจำตัวเรื่องการแข่งขันนี้อยู่ข้อหนึ่งว่า ปลอดภัยมาก่อน สนุกตามหลัง (Safety first, fun second)”

ซูซาน และ แบรด เฮมมาฮ์(Susan & Brad Hemmah )สามีภรรยาผู้ก่อตั้ง CFDA และตราสมาคม (ภาพจาก http://www.cowboyfastdraw.com/)

 

                ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๕  แบรดและซูซาน ได้โอนกิจการ CFDA ไปอยู่ภายใต้การบริหารของ ชูตแมกาซีน แห่งรัฐไอดาโฮ (Shoot Magazine - 5482 W. State St., Boise, ID 83703) ซึ่งบริหารโดย คาล อิลริค(Cal Eilrich) และ แอนดี้ ฟิงค์(Andy Fink คนนี้เป็นประธานบริษัท) และได้จัดการแข่งขันชักปืนเร็วอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยแต่ละรัฐที่สนใจจะชิงแชมป์ จะต้องจัดแข่งขันเพื่อคัดเลือกเสือปืนไวที่สุดในรัฐขึ้นมาจำนวนหนึ่ง และส่งไปชิงแชมป์ระดับประเทศ ที่เรียกว่า CFDA US National Championship ที่เมือง Idaho City ประมาณปลายเดือนมิถุนายน จากนั้นก็จะมีการแข่งขันชิงแชมป์โลก เช่นในปี ค.ศ. ๒๐๐๘ เรียกว่า “2008 World Cowboy Fast Draw Championship”  ที่เมือง ฟาลลอน(Fallon) รัฐเนวาดา จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑-๕  ตุลาคม ๒๕๕๑  คนไทยที่สนใจ ก็สามารถจัดทีมสมัครเข้าแข่งขันระดับโลกได้เช่นกัน

 

Text Box: การแข่งขันคาวบอยชักปืนเร็ว มีทั้งทีมหญิงและชาย (ภาพจาก http://www.cowboyfastdraw.com/)

 

๑.๕.๘. รางวัล มรดกตะวันตก

(Western Heritage Awards)

                กิจกรรมที่สนับสนุนค่านิยมคาวบอยอีกอย่างของอเมริกาก็คือ การให้รางวัล มรดกตะวันตก (Western Heritage Awards)  มีรายละเอียดอยู่ที่ www.nationalcowboymuseum.org จัดโดยพิพิธภัณฑ์คาวบอยและมรดกตะวันตกแห่งชาติ (National Cowboy & Western Heritage Museum)  ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๖๑ (พ.ศ. ๒๕๐๔)  จัดทุกปีต่อเนื่องมาเป็นปีที่ ๔๖ แล้ว ในภาพจะเห็นดาราคาวบอยชื่อดัง แซม เอลลิออตต์ (Sam Elliott) เป็นผู้หนึ่งที่เคยได้รับรางวัล และต่อมาเขามักรับเป็นผู้ประกาศในงานแจกรางวัลนี้บ่อยๆ

                การสรรหาผู้ควรได้รับรางวัลมรดกตะวันตก จะมีกรรมการพิจารณาผู้ที่มีผลงาน เกี่ยวกับเรื่องราวยุคตะวันตกของอเมริกาอย่างยอดเยี่ยมในแต่ละปี  ซึ่งมีทั้งผลงานด้านสิ่งพิมพ์  เพลง ภาพยนตร์ และรายการทีวี  โดยรางวัลที่ได้คือรูปหล่อทองสัมฤทธิ์แรงเลอร์  คือรูปคาวบอยขี่ม้า ดังรูป  ตัวอย่างภาพยนตร์ที่เข้าโรงและฉายทางทีวีที่ได้รางวัล พ.ศ. ๒๕๕๑ มีดังนี้


ภาพยนต์และทีวี

Theatrical Motion Picture
"3:10 to Yuma" – Lionsgate

Television Feature Film
"Bury My Heart at Wounded Knee" – Wolf Films and Travel’s Rest Films in Association with HBO Films

Documentary
"Cowboys In Tallgrass" – Cox Communications

Factual Narrative
"100 Years of John Wayne" – Starz Entertainment

 

 

 

๑.๖. โบสถ์คาวบอย

                ความจริงแล้วคาวบอยกับศาสนาไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่กระแสนิยมคาวบอยที่ยังแพร่กระจายอยู่ในอเมริกาในปัจจุบัน ทำให้โบสถ์ตั้งใหม่แห่งหนึ่งในเท็กซัส ชื่อ ครอสเทรลส์ ในเมือง แฟร์ไล เท็กซัส (Cross Trails Church, Fairlie, Texas) ถือโอกาสนำบัญญัติ ๑๐ ประการจากคัมภีร์ไบเบิ้ล มาเขียนใหม่เป็นภาษาคาวบอย เลียนแบบบัญญัติ ๑๐ประการของ ยีน ออทรี โดยหวังดึงดูดคนท้องถิ่นให้เข้าใจง่ายขึ้น และติดไว้ที่ผนังโบสถ์เพื่อเรียกความสนใจ  สภาพแวดล้อมในโบสถ์ถูกจัดให้เหมือนกับสมัยคาวบอย บาทหลวงก็แต่งตัวแบบคาวบอย และประกาศว่า นี่คือโบสถ์คาวบอยที่ช่วยรักษามรดกตะวันตก(western-heritage church) ผู้ก่อตั้งเริ่มวางแผนใช้วิธีการนี้อย่างเป็นระบบเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๓  ต่อมาก็มีโบสถ์อื่นลอกเลียนไปใช้ และสร้างเป็นเครือข่ายโบสถ์คาวบอยขึ้น ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดได้จากหนังสือพิมพ์  USA Today [14]  ในที่นี้ ผมจะกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างย่อๆ เผื่อจะเป็นไอเดียให้เกิดวัดไทยแบบคาวบอยขึ้นมาบ้าง

          บัญญัติ ๑๐ ประการที่นำมาเขียนสำนวนใหม่นี้ มาจากไบเบิ้ลฉบับใหม่ของคิง เจมส์ (King James)    ที่เขียนไว้ในปี ค.ศ. ๑๖๑๑[15]  

                 เว็บไซต์ http://www.markwilliams.net/cowboy.html  ซึ่งเป็นของช่างภาพของหนังสือพิมพ์ USA Today ผู้หนึ่ง ได้เขียนถึงเรื่องนี้ ความว่า
                ที่เทกซัสนี่ มีปัญหาเกี่ยวกับคนที่ปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามบัญญัติ 10 ประการอย่างมาก ชาวบ้านแถวนี้ไม่คุ้นกับคำศัพท์ที่ใช้ในบัญญัตินี้  ดังนั้น คนกลุ่มหนึ่งในเทกซัสตะวันตก จึงมาช่วยกันแปลภาษาของ King James (ผู้เขียนไบเบิ้ล) ให้เป็น King Ranch (ภาษาคาวบอย) หรือ  บัญญัติ ๑๐ ประการในภาษาของคาวบอย แล้วเขาก็นำไปเขียนไว้ที่ผนังโบสถ์   ดังนี้

 

บัญญัติ 10 ประการของพระเจ้า ในภาษาคาวบอย

เขียนติดไว้บนผนังโบสถ์ครอสเทรลส์ในแฟร์ไล เท็กซัส

(1) Just one God.
            เจ้าต้องนับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว
(2) Put nothin' before God.
            ไม่มีสิ่งใดเหนือพระเจ้า
(3) Watch yer mouth.
            ต้องระวังปากไว้มั่ง
 (4) Git yourself to Sunday meeting.
            ต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์
(5) Honor yer Ma & Pa.
            ต้องนับถือพ่อ แม่
 (6) No killin'.
            ต้องไม่ฆ่า
 (7) No foolin' around with another fellow's gal.
            ไม่ล่วงเกินสาวของคนอื่น
 (8) Don't take what ain't yers.
            อย่าเอาสิ่งของที่ไม่ใช่ของๆ เจ้า
 (9) No telling tales or gossipin'.
            อย่านินทาว่าร้าย
(10) Don't be han kerin' for yer buddy's stuff.
            อย่าขโมยของๆ เพื่อน

                สำหรับผม ไม่ถือว่าบัญญัติ ๑๐ ประการที่โบสถ์นี้คือบัญญัติ ๑๐ ประการของคาวบอย แต่เป็นบัญญัติ ๑๐ ประการของพระเจ้าในภาษาท้องถิ่นเท็กซัสเท่านั้น มีผู้รู้บางคนที่อ้างว่านี่คือบัญญัติ ๑๐ ประการของคาวบอย ผมว่าน่าจะคิดใหม่ เพราะคาวบอยไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่เอามาจากไบเบิ้ล ของจริงต้องคาวบอยที่คนยอมรับกันเป็นผู้บัญญัติเอง และไม่ผูกกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง อย่างเช่นของ ยีน ออทรี ที่กล่าวแล้ว

                เรื่องบัญญัติ ๑๐ ประการนี่ น่าสนใจเหมือนกัน ชาวคริสต์เชื่อว่า บัญญัติ ๑๐ ประการต้นฉบับนั้น  พระเจ้าเป็นผู้สลักบนก้อนหินให้แก่โมเสส (Moses) บนยอดเขาไซไน( Sinai) ในอิสราเอล ซึ่งเกิดก่อนมีคัมภีร์ไบเบิ้ลเสียอีก ดูในหนังเรื่อง บัญญัติ ๑๐ ประการก็ได้ ที่เอามาเขียนในไบเบิ้ล เป็นการหยิบมาบางส่วน[16]  จากของเดิมที่อยู่ในเอกสารเอ็กโซดัสของพวกยิว  ซึ่งมีถึงประมาณ ๒๐ ข้อ (บัญญัติ ๑๐ ประการโดยทั่วไปหมายถึงข้อความส่วนหนึ่งใน Exodus 20:2-17 และ Deuteronomy 5:6-21, ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า "Ritual Decalogue" from Exodus 34)  

                บทบัญญัติ ๑๐ ประการที่เรารู้จักกันดี  และยอมรับกันมากทั้งผู้ที่นับถือศาสนาดั้งเดิมของยิว หรือศาสนาคริสต์นิกายต่างๆ เช่น คาธอลิก  โปรเตสแตนท์  และกลุ่มคริสต์ใหม่ จริงๆ แล้วของเดิมมี ๑๒ ข้อ แต่ ๓ กลุ่มนิกายใหญ่ คือ Jewish, Protestant,  Catholic / Lutheran / New Church  พยายามรวมบางข้อเข้าด้วยกันให้เหลือแค่ ๑๐   สำหรับของเดิมทั้ง ๑๒  ข้อ มีดังนี้14

                บัญญัติ 12 ประการของเดิม

1.   I am your God  (ข้าคือพระเจ้าของเจ้า)                
2.   You shall have no other gods before Me (เจ้าต้องไม่มีพระเจ้าองค์อื่นนอกจากข้า)           
3.   You shall not make for yourself an idol  (เจ้าต้องไม่สร้างเทวรูป)        
4.   You shall not make wrongful use of the name of your God    (เจ้าต้องไม่ใช้พระนามของพระเจ้าในทางที่ผิด)
5.   Remember the Sabbath and keep it holy (เจ้าต้องจดจำหินซับบาทฮ์และเทิดทูนไว้เป็นสิ่งสักศิทธิ์)
6.   Honor your parents (ต้องเคารพพ่อแม่)
7.   You shall not murder (ต้องไม่ฆ่าคน)  
8.   You shall not commit adultery (ต้องไม่ทำผิดประเวณี-เป็นชู้)
9.   You shall not steal (ต้องไม่ลักทรัพย์)
10.   You shall not bear false witness (ต้องไม่แสดงพยานหลักฐานเท็จ)
11.   You shall not covet your neighbor's wife (ต้องไม่โลภเอาภรรยาผู้อื่น)
12.   You shall not covet your neighbor's house...(ต้องไม่โลภเอาบ้านเรือนของผู้อื่น)

                จะเห็นว่ามีข้อหนึ่ง กล่าวถึงก้อนหินซับบาทฮ์ ที่ชาวมุสลิมนับถือด้วย และโดยทั่วไป ก็เป็นข้อห้ามคล้ายๆ ศีลห้าของศาสนาพุทธนั่นเอง ส่วนคนที่เคร่งศาสนา ใครจะยึดหลัก ๑๐ ข้อ หรือ ๑๒ ข้อ ก็แล้วแต่ความพอใจของแต่ละคน

 

๑.๗.๑. เบื้องหลังการสร้างโบสถ์คาวบอยที่แฟร์ไล

                เนื่องจากกระแสคาวบอย หรือวิถีชีวิตตะวันตก กำลังบูมอีกครั้งในอเมริกา  ทางโบสถ์ต่างๆ ก็เลยได้ไอเดียในการจัดบรรยากาศพิธีกรรมทางศาสนาให้เป็นแบบคาวบอยเพื่อดึงคนมาเข้าโบสถ์ได้มากขึ้น ดังได้กล่าวมาบ้างแล้ว การสร้างโบสถ์ลักษณะนี้ ไม่ได้เกิดจากศรัทธาของประชาชนอย่างเดียว แต่มักได้รับการสนับสนุนจากองค์กรทางศาสนาชื่อ Baptist General Convention of Texas mission  (BGCT) และตั้งเครือข่ายของตนเองขึ้น มีเอกสาร[17]ระบุว่า โบสถ์ครอสเทรลส์ เป็นโบสถ์หนึ่งในกลุ่มโบสถ์คาวบอยหรือมรดกตะวันตก ที่เบ่งบานทั่วอเมริกา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก BGCT และ สมาคม First Baptist Church of Commerce and Hunt Baptist Association 

                ยอร์จ เฮนสัน (George Henson, Staff Writer) เขียนไว้บนเว็บในปี ๒๐๐๓ ในหัวข้อ โบสถ์คาวบอยแฟร์ไลไปได้ดี นำคนมาเข้าพิธีเป็นคริสต์ศาสนิกชนได้ ๔๐ คนแล้ว[18]  เขารายงานว่า ผู้ก่อตั้งโบสถ์นี้คือ นาย แชนนอล มอร์แลนด์ (Shannon Moreland) มีตำแหน่งเป็นพาสเตอร์ (Pastor) ฝ่ายฆราวาส (นายเฮนสัน ใช้คำว่า church’s lay pastor แสดงว่ายังไม่ได้บวชเป็นพระเต็มตัว ปกติ pastor หมายถึงฆราวาส หรือ พระ ที่มีหน้าที่บริหารดูแลรักษาโบสถ์  หรือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของประชากรของโบสถ์ พาสเตอร์ฝ่ายฆราวาสเมื่อเทียบกับศาสนาพุทธก็คงคล้ายๆ มรรคนายกหรือไวยาวัจกรของวัดไทย ในนิกายโปรเตสแตนส์พาสเตอร์อาจได้รับอนุญาตให้เทศน์สอนคน หรือแสดงปาฐกถาธรรมแทนบาทหลวงได้ด้วย) จุดประสงค์ที่สร้างบรรยากาศในโบสถ์ให้เป็นคาวบอยก็คือ เพื่อดึงคนเทกซัส ซึ่งมีวิถีชีวิตแบบคาวบอยไม่สนใจศาสนาให้หันมาเข้าโบสถ์บ้าง  บทความนี้กล่าวว่า เกรก ฮอร์น (Greg Horn) ผู้ช่วยบาทหลวงมอร์แลนด์ ได้เล่าเบื้องหลังการสร้างโบสถ์คาวบอยไว้ว่า เป็นไอเดียที่ตอนแรกเขาคิดว่าออกจะบ้าๆ ไปหน่อย [19] ส่วนหนึ่งในบทความมีดังนี้

                แฟร์ไลพาสเตอร์ แชนนอน มอร์แลนด์ และผู้ช่วยฆราวาส เกรก ฮอร์น เล่าว่า ขณะที่เขาและบาทหลวงมอร์แลนด์ ซึ่งเป็นฆราวาสทั้งคู่ กำลังขับรถขนอาหารวัวไปตามถนนในชนบทแห่งหนึ่ง มอร์แลนด์ได้ปิ๊งไอเดียที่นำไปสู่การสร้างโบสถ์ ครอสเทรลส์ขึ้นมา  โดยกล่าวกับนาย เกรก ฮอร์น ว่า ผมคิดว่า เราต้องหาทางเทศน์ให้พวกเด็กๆ ที่ไม่ยอมไปโบสถ์ให้มีโอกาสฟังเทศน์บ้าง จากนั้นทั้งสองซึ่งเป็นสมาชิกของโบสถ์ First Baptist Church of Commerce ได้ไปคุยกับเพื่อนสองสามคน  และนัดพบกับผู้สนใจในเรื่องพระเจ้าในคืนวันพุธนั้นที่โรงนาแห่งหนึ่ง

                ไม่มีอะไรมาก ผมแค่พูดพยานหลักฐานที่พิสูจน์เรื่องพระเจ้าเท่านั้น และวันพุธถัดไป ก็มีคนมามากขึ้น และผมก็ทำเหมือนเดิม มอร์แลนด์กล่าว

                เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นหลายเดือน จนมีคาวบอย ๒๕ คน มาร่วมฟังการพูดเกี่ยวกับพระเจ้า

                ต่อจากนั้น มอร์แลนด์และฮอร์น ได้พบกับ รอน โนเลน(Ron Nolen) นักยุทธวิธีก่อตั้งโบสถ์(churh-starting strategist) จากองค์กร BGCT ซึ่งเขากล่าวว่า พวกคุณจำเป็นต้องตั้งโบสถ์ใหม่ขึ้นมาแล้ว ฮอร์นบอกความรู้สึกตอนนั้นว่า ผมคิดว่า เขาบ้า

                แต่ยังไงก็ตาม คนเคร่งศาสนาทั้งสองก็ทำตามคำแนะนำของ รอน โนเลน และได้เกิดโบสถ์แห่งใหม่ขึ้นมา ผมรู้สึกขอบคุณที่ได้อยู่เป็นพยานเรื่องนี้ที่นี่ นี่ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นสิ่งที่พระเจ้าบันดาล ฮอร์นกล่าว

                โนเลน ใช้วิธีเดียวกันในการพูดกับฝูงคนที่มารวมกันอย่างแออัดเพื่อเข้าพิธีรับเป็นคริสต์ศาสนิกชน ผมต้องการให้คุณทราบว่า ไม่มีใครในพวกเราที่จะเป็นอะไรก็ได้ แต่พระเจ้าเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง และว่า พระเจ้าไม่มีปัญหาใดๆ ที่ไม่มีคนใช้ แต่บางทีท่านก็ประสบความยุ่งยากในการใช้ใครบางคน

                ผลก็คือ ผู้คนทุกระดับ ที่อยู่ในเมืองแฟร์ไลต่างก็หลั่งไหลไปโบส์ถครอสเทรลส์เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและสวดมนต์ในบรรยากาศแบบตะวันตก ด้วยความภูมิใจ

                บาทหลวงมอร์แลนด์กล่าว่า คนจำนวนมากหาเหตุผลที่จะไม่ไปโบสถ์ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ครอสเทรลส์  ท่านย้ำว่า คนที่นี่ต่างเร่งเวลาให้ถึงวันไปโบสถ์ และถ้าเขาต้องขาดการเข้าโบสถ์เพราะลูกป่วย หรือตัวเองป่วย  พวกเขาอยากให้อัดวิดีโอเอาไว้ให้ เพื่อจะได้ไม่พลาดความตื่นเต้นใดๆที่เกิดขึ้นที่นี่

                ต่อมา รอน โนแลน ได้ตั้งมูลนิธิ เพื่อนโบสถ์คาวบอยแห่งเท็กซัส(Texas Fellowship of Cowboy Churches)ขึ้นมาแวะดูได้ที่ http://www.texasfcc.org/

ชาวบ้านในแฟร์ไล เท็กซัส  กำลังขี่ม้าไปโบสถ์คาวบอยอย่างสนุกสนาน

(http://www.markwilliams.net/cowboy.html)

 

(http://www.markwilliams.net/cowboy.html)

 
สภาพด้านหน้าโบสถ์ครอสเทรลส์ 75 ไมล์ทางเหนือของเมืองดัลลัส(Dallas) เท็กซัส

(ภาพจากhttp://www.markwilliams.net/cowboy.html)

 

ภาพซ้าย โพเดี้ยมในโบสถ์คาวบอย ทำง่ายๆ เหมือนยุคบุกเบิกตะวันตก ภาพขวา แชนนอน มอร์แลนด์ (ซ้าย) และ เกรก ฮอร์น(ขวา) นักเทศน์คาวบอยกำลังทำพิธีเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน(Baptism)ให้ชายคนหนึ่งในโบสถ์ครอสเทรล ภาพล่าง ภายในโบสถ์ คาวบอยต้องถอดหมวก

ล่าง-การใช้โรดิโอเผยแพร่ศาสนาที่โบสถ์ Living for the Brand

 

            การใช้คาวบอยและกีฬาโรดิโอ มาเป็นสิ่งดึงดูดคนให้มาสนใจศาสนา นับเป็นปรากฏการแปลกใหม่ที่น่าสนใจ โบสถ์คาวบอยอีกแห่งหนึ่ง ชื่อ Living for the Brand (ล้อเรื่องสั้นคาวบอยของหลุยส์ ลามู ชื่อ Riding for the Brand) มีการส่งเสริมกีฬาโรดิโอ เช่น การแข่งขันขี่วัวพยศ เพื่อดึงคนให้หันมาสนใจศาสนา มีการบรรยายศาสนาให้คนฟังและสวดมนต์ ในสนามด้วย  โดยชาวบ้านสมาชิกช่วยกันจัดหาวัวมาให้ฝึกขี่กันฟรีๆ [20]

                เว็บไซต์ http://www.cowboyministers.com/html/cci_founders_page.html รวมรวมรายชื่อโบสถ์คาวบอยไว้ในปี ๒๕๕๑ ว่ามีอยู่ใน ๑๙ รัฐของอเมริกา เฉพาะคาลิฟอร์เนีย มี ๗ แห่ง รวมทั้งหมดมีหลายสิบแห่ง นอกจากนี้ยังมีการสร้างเครือข่ายผู้บริหารโบสถ์คาวบอยและโรดิโออาชีพขึ้นมาอีก เรียกว่า Cowboy Church International and Pro Rodeo Minitries (CCI) รูปซ้ายบนคือการทำพิธีแบบติสแบบคาวบอย และรูปขวาคือ คอย ฮัฟแมน (Coy Huffman) ผู้ก่อตั้งเครือข่าย CCI รูปล่าว คือพาสเตอร์ผู้บริหารโบสถ์คาวบอยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักแข่งโรดิโอ เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ ทไให้หลังและคอหัก เป็นอัมพาต 20 ปี แต่กลับมาขี่ม้าขว้างบ่วงจับวัวได้อีก

 

  ๑.๗. การเรียกร้องให้มีวันคาวบอยแห่งชาติ(National Day of American Cowboy)[21]    

                จากการที่คนอเมริกันจำนวนหนึ่ง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของคาวบอย ซึ่งถือว่าเป็นผู้สร้างชาติอเมริกาให้แข็งแกร่ง จนเป็นมหาอำนาจของโลกได้ภายในเวลา ๒๐๐  กว่าปีเท่านั้น (ประกาศตนเป็นเอกราชจากการเป็นอาณานิคมอังกฤษ ๔ กรกฎาคม ๑๗๗๖  ถึงขณะนี้ ค.ศ. ๒๐๐๘ เท่ากับ ๒๓๒ ปี)   เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ตั้งมาเป็นพันๆ ปีแล้ว ก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างมาก ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามจะเรียกร้องให้เพื่อนร่วมชาติ ให้ช่วยกันยกย่องให้เกียรติ์แก่พวกคาวบอยในอดีตอย่างเป็นทางการ

                หัวหอกของการเรียกร้องนี้คือ วารสาร อเมริกันคาวบอย (American Cowboy magazine)”  ซึ่งถือโอกาสครบรอบ ๑๐ ปีของการตั้งวารสารนี้ขึ้นมาประมาณเดือนมิถุนายน ค.ศ. ๒๐๐๔(๒๕๔๗) รณรงค์เรียกร้องให้กำหนดวันคาวบอยแห่งชาติขึ้นมา เริ่มต้นโดยการตั้งคำถามในวารสารนี้ว่า ทำไมอเมริกาจำต้องมีคาวบอย จากนั้นตามด้วยบทความที่ขึ้นปก ๒ บทความคือ คาวบอยในฐานะวีรบุรุษ(The Cowboy as Hero)” และ บุคคลในตะวันตก ๕ คนที่เปลี่ยนอเมริกา (Five Westerners Who Change America)” ซึ่งตีพิมพ์ในฉบับเดือน กรกฎา/สิงหาคม และ พฤศจิกายน/ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๐๔ ผลการรณรงค์ ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น

                เรื่องนี้ได้รับการขยายผล จนกลายเป็นร่างมติเข้าสู่สภาขึ้นมา ใช้ชื่อว่า “A resolution designating a day as “The National Day of the American Cowboy” เรียกร้องให้คนให้ความสำคัญแก่คาวบอยและคาวเกิร์ล ในฐานะเป็นผู้อุทิศตนอย่างสาหัส จนทำให้เกิดจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญและการเป็นนักบุกเบิกให้แก่อเมริกันชน  โดยให้ถือ วันเสาร์ที่ ๔ ของเดือนกรกฎาคม เป็นวันคาวบอยแห่งชาติ ซึ่งมติเช่นนี้  ถ้าสามารถหาคนลงชื่อสนับสนุนได้จำนวนหนึ่ง ก็จะเสนอเป็นร่างเข้าสู่สภาให้ประกาศเฉลิมฉลองวันคาวบอยแห่งชาติได้เป็นปีๆไป จนกว่าทางสภาและประธานาธิบดีจะเห็นว่า  สภายอมรับอย่างถาวรแล้ว จึงจะลงนามประกาศให้เป็นวันสำคัญของชาติอย่างถาวรต่อไป

                ร่างมตินี้ได้รับการสนับสนุนเป็นเจ้าภาพโดยวุฒิสมาชิก เครก โธมาส (Craig Thomas) แห่งรัฐไวโอมิง และประธานาธิบดี ยอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช และผ่านสภาอนุมัติให้จัดงานวันคาวบอยแห่งชาติผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๐๐๕ จนถึง ๒๐๐๗ รวม ๓ ปีแล้ว และคาดว่าปี ๒๐๐๘ คงไม่มีปัญหาเช่นกัน ดังนั้นจนถึงวันที่เขียนนี้ พวกเขาได้จัดงานวันคาวบอยแห่งชาติต่อเนื่องมา ๓ ครั้งแล้ว 

                หนังสือสนับสนุนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี บุช  คือสาส์นแสดงความยินดีและอำนวยพร สนับสนุนการจัดงานวันชาติคาวบอยในปีแรก น่าสนใจทีเดียว ผมนำมาแปลให้อ่านกันในที่นี้ในหน้าถัดไป ส่วนหน้าเว็บที่รณรงค์การจัดงานวันคาวบอยแห่งชาติปี 2008 ก็ได้แสดงไว้ด้วย ท่านที่สนใจไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  [22]

ประธานาธิบดี บุช สรวมหมวกคาวบอยในการปราศรัยสำคัญหลายครั้ง

 

คำอวยพรวันอเมริกันคาวบอยแห่งชาติ

ของประธานาธิบดี ยอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช

หลังการประกาศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี  พ.ศ. ๒๕๔๘

 

ผมขอส่งความยินดีมายังทุกท่านที่กำลังฉลองวันคาวบอยแห่งชาติอเมริกา

            จากวันเวลาของชายแดนตะวันตกในยุคแรก  คาวบอยคือผู้มีส่วนในการเสริมสร้างบูรณภาพ  ความกล้าหาญ และจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของคนอเมริกัน  มรดกของพวกเขาได้ส่งต่อมาและยั่งยืนต่อไป ผ่านทางเพลงของ ยีน ออทรี  งานศิลป์ของเฟรดเดอริก เรมิงตัน การแสดงของ แอนนี โอคเลย์ และภาพยนตร์ของจอห์น เวย์

            ทุกวันนี้ คาวบอยและเจ้าของไร่ปศุสัตว์ ยังคงรักษาไว้ซึ่งคุณค่าของงานหนัก และความมุ่งมั่นที่สร้างประเทศของเรา   พวกเขาคือผู้พิทักษ์แผ่นดินของเรา  และความพยายามของพวกเขาคือสิ่งจำเป็นในการสงวนรักษาทรัพยากรณ์ธรรมชาติของเรา และทำให้ความรุ่งเรืองของเราก้าวหน้าต่อไป

            เราเฉลิมฉลองความเป็นคาวบอย ด้วยเป็นสัญลักษณ์ของประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของอเมริกันตะวันตก  ความรักของคาวบอยที่มีต่อผืนดินและประเทศชาติ คือตัวอย่างสำหรับอเมริกันทุกคน

            ลอรา และ ผม ขอส่งความปรารถนาดีอย่างสุดซื้งมายังท่าน  ขอพระเจ้าให้พรแก่ท่าน และขอพระเจ้าได้ให้พรต่ออเมริกาต่อไปด้วยเถิด

 

ยอร์จ บุช

๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘

-----------------------------

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพของสำเนาสาส์นอวยพรวันคาวบอยแห่งชาติครั้งแรก จากประธานาธิบดี ยอร์จ บุช

 

๑.๘. เพลงและบทกวีเรียกหา บทบัญญัติแห่งตะวันตก

          แม้ประเทศอเมริกาและประเทศลูกพี่ลูกน้องที่ใกล้เคียงอย่าง แคนาดา จะเจริญรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีล้ำหน้าประเทศส่วนใหญ่ในโลก แต่ความเจริญนั้นก็นำความล้มเหลวทางด้านจิตในและคุณธรรมในหลายๆ ด้านมาสู่ประเทศเหล่านี้  ผู้คนจำนวนไม่น้อย เบื่อหน่ายกับสังคมบริโภค ที่ต่างคนก็แข่งขันชิงดีชิงเด่นกันโดยไม่เหลือน้ำจิตน้ำใจให้แก่กัน ผู้คนสรวมหน้ากากเข้าหากัน จนแยกมิตรศัตรูไม่ออก ดังนั้นจึงมีคนจำนวนไม่น้อย โหยหาสังคมที่จริงใจต่อกันอซึ่งเป็นสังคมที่ เพื่อนคือเพื่อน ศรัตรูคือศรัตรูอันเป็นลักษณะของสังคมยุคคาวบอยตะวันตก ซึ่งปรากฏในเนื้อเพลง Back in the Saddle Again(กลับสู่อานม้าอีกครั้ง)  ท่อนหนึ่งของ ยีน ออทรีที่ว่า I`m back in the saddle again, Out where a friend is a friend  เพลงนี้ได้รับความนิยมมากจนถึงปัจจุบันนี้ แม้หนังที่แสดงโดยดาราร่วมสมัย ทอม แฮงส์ ที่โด่งดังได้สองรางวัล เรื่อง “Sleepless in Seattle (1993)” ก็นำมาเป็น sound track ของเรื่องในตอนหนึ่ง ผมแปลเพลงนี้มาให้อ่านกันในที่นี้แล้ว

            ความโหยหาอาลัยวัฒนธรรมตะวันตกของคนอเมริกันและแคนาดา แสดงออกทั้งในเนื้อเพลงและบทกวีมากมาย  ซึ่งเราจะพบได้ทั่วไปในเว็บและวารสารต่างๆ

บทกวีคาวบอย “Bring Back the Code”  ของ จิม และ มาร์ รีดเดอร์ (Jim & Mar  Reader)  มีเนื้อหาสาระที่เรียกร้องให้นำกฏเกณฑ์ที่เคยปฎิบัติเป็นประเพณีในยุคตะวันตกกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง เขาอ่านบทกวีบันทึกเสียงและโพสต์ไว้ให้คลิ๊กไปฟังได้บนเว็บไซต์  ที่ http://www.cowboyreview.com/clips.htm

                ทั้งสองคนเป็นนักร้องเพลงคาวบอย เป็น กวี   ผู้บริหาร และพิธีกร ซึ่งรับจัดสัมมนาสร้างทีมเวอร์ค โดยใช้หลักการคุณธรรมแบบตะวันตกมาจูงใจสร้างประสิทธิภาพในการทำงานให้แก่คนในองค์กร  ก็คงเหมือนพิธีกร   ๕ ส. หรือพิธีกรที่รับจัดฝึกอบรมเสริมสร้างประสิทธิภาพให้แก่องค์กรต่างๆ หลายคนในประเทศไทยนั่นแหละ 

 

Back in The Saddle Again

By Gene Autry

I`m back in the saddle again
Out where a friend is a friend
Where the longhorn cattle feed
On the lowly gypsum weed
Back in the saddle again

Ridin` the range once more
Totin` my old .44
Where you sleep out every night
And the only law is right
Back in the saddle again

Whoopi-ty-aye-oh
Rockin` to and fro
Back in the saddle again
Whoopi-ty-aye-yay
I go my way
Back in the saddle again

 

ฉันกลับสู่อานม้าอีกครั้งหนึ่ง

ออกไปสู่ที่ๆ เพื่อนคือเพื่อน

ณ ที่ซึ่งเจ้าเขายาวถูกนำไปเลี้ยงกินหญ้า

ในที่ซึ่งมีพุ่มไม้ยิบซั่มต่ำเตี้ย

กลับมาอยู่บนอานม้าอีกครั้ง

 

ขี่ม้าในทุ่งกว้างอีกครั้ง

พกปืน .44 กระบอกเก่า

ในที่ๆ ต้องนอนนอกบ้านทุกคืน

และกฎหมายที่มีคือความถูกต้อง

กลับสู่อานม้าอีกครั้ง

 

วูพี่-ไท-ไอ-โอ

โยกหน้าโยกหลัง

กลับสู่อานม้าอีกครั้ง

วูพี-ไท-ไอ-เย

ฉันกำลังไปตามทางของฉัน

กลับสู่อานม้าอีกครั้ง

ต้นยิบซั่มวีด(gypsum weed) ตามเนื้อเพลง ชอบขึ้นตามโขดหิน

 

 

 

 

 

ผมชอบบทกวี “Bring Back the Code” ตรงที่เขาเรียกร้องให้โลกกลับมาใช้สปิริตแบบตะวันตก เพื่อพัฒนาโลกให้น่าอยู่  ยกคุณค่าของคุณธรรมน้ำมิตร เคารพนับถือคนด้วยกัน  ดังเช่นคาวบอยยุคตะวันตก  ลองอ่านคำแปลดูก็แล้วกัน

ฟังเสียงอ่านจากเว็บหลายจบแล้ว มีศัพท์หลายคำที่ฟังแล้วไม่แน่ใจ ผมเลยเขียนอีเมล์ไปขอบทกวีนี้จากเขาโดยตรง ซึ่งเขาก็ใจดี เขียนบทกวีทั้งหมดให้มา และอนุญาตให้เผยแพร่ได้ จึงขอนำมาแปลให้อ่านกันเต็มๆ ดัวยใจคาวบอย ดังนี้

Bring Back the Code

by Jim Reader, Cowboy Entertainer, Canada

 

In the Old West, you bet it was rough

Both men and women were hardy and tough

For sure there were those who were lawless and mean

But most folks were fine,

like you and like me.

 

In the absence of politics, fences and rules

an unwritten 'code' was the West's best tool         

You behaved, or you could die

No foolin, no waiting, short trial.

An eye for an eye and a one way trip

to that rangeland in the sky.

 

So here we are now in a media blitzed haze

a hundred and twenty years later          

and the 'Code's' lost in space.

Well, I for one think that... well

since the world's in the tank

that living according to the 'Code'          

could redeem us again.

 

From techno-speed to quick relief          

from immediate gratification to ... who know's synthetic meat

The world's a changing under our nose

and the values and principles our forefathers

have faded away, like petals off the rose.

 

We're desensitized now          

through the press, movies, radio, games and TV,

and it's 'little' eyes and ears

that are the victims of this disease          

We're constantly whacked and bombarded by

It appears there's no limits, nothing is sacred

enough is enough.

 

Let's go back in time

turn back the clock

Back to the Future... major culture shock.

I know it's cool to be a rebel and not to conform

But heck, nowadays your an outcast 'Pollyanna"

if your friendly and warm.           

 

Imagine all people, in person or .. say on the phone

using kindness and kinship

that frontiersmen had known.

At its purest and best, this Code of the West

was personal traits that stood the test.

 

If more people had the cowboy's touch

at courtesy, manners, respect and such,

they find right quick that integrity and honor      

are powerful stuff.

 

Yup, the Code's behaviours, principles and values we need

to rope-in the indigence and rein-in the greed.

So here's to the Westerners

and their qualities of old,

 Dear God, bring back the Code.

 

ในตะวันตกสมัยก่อน เชื่อเลยว่ามันแสนยากและลำบาก

ทั้งหญิงชายต่างต้องแกร่งกล้าและทรหด

แน่ละมีพวกนอกกฎหมายและพวกชั่วร้าย

แต่คนส่วนใหญ่เป็นคนดี

เหมือนคุณ  เหมือนผม

 

ในภาวะที่ปลอดการเมือง ปลอดจากการกั้นรั้วและกฎหมาย

บทบัญญัติตะวันตก ที่ไม่ต้องบันทึก คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในยุคนั้น

คุณต้องทำตาม หรือไม่ก็ตาย

ไม่มีการหลอก ไม่มีการรอ  และการพิพากษานั้นสั้น

ตาต่อตา และนำไปสู่การเดินทางที่ไม่หวนกลับ

สู่ดินแดนทุ่งกว้าง ณ ฟากฟ้าแห่งนั้น (หมายถึงสวรรค์ของคาวบอย)

 

ดังนั้น วันนี้ เราจึงมาอยู่ท่ามกลางความสับสนจากสื่อมากมาย

ร้อยยี่สิบปีต่อจากนั้นมา

บทบัญญัติ ก็อันตรธานไปในอวกาศ

แต่ ผมคนหนึ่ง ที่คิดว่า

เนื่องจากโลกนี้เหมือนเวียนวนอยู่ในถัง

การมีชีวิตอยู่ตาม บทบัญญัติตะวันตก

จะนำคุณค่าที่หายไปของเราคืนมาอีกครั้งหนึ่ง

 

จากความเร็วของเทคโนโลยีและการปลดปล่อยที่แสนไว

จากความพึงพอใจในทันที  ถึง... ใครจะรู้  เนื้อสัตว์สังเคราะห์

โลกคือการเปลี่ยนแปลง อยู่แค่ใต้จมูกของเรา

ในขณะที่คุณค่าและหลักการ ที่บรรพบุรุษของเราเลือก

ได้จางหายไปเหมือนกลีบกุหลาบที่ร่วงโรย

 

เราถูกทำให้เหมือนวัตถุที่ไร้ความรู้สึกในขณะนี้

โดยหนังสือพิมพ์  ภาพยนตร์  วิทยุ เกมส์ และทีวี

ดวงตา และหูน้อยๆ ทั้งหลาย

ก็กลายเป็นเหยื่อของโรคร้ายนี้

เราถูกกระหน่ำตีและบอมอย่างต่อเนื่องด้วยสิ่งต่างๆ

ปรากฏชัดว่าไม่มีเขตจำกัด ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์

 

พอเป็นพอ 

ลองย้อนกลับไปสู่มิติแห่งกาลเวลา

หมุนนาฬิกาย้อนกลับ

กลับสู่อนาคต... ความตื่นตระหนกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่

ผมรู้ว่ามันง่ายที่จะเป็นผู้ต่อต้าน  ไม่ใช่ผู้ยอมเดินตาม

แต่ ฮึ, ทุกวันนี้ คุณจะอยู่ในสังคมหาได้ไม่ ถ้าคุณมองโลกในแง่ดี

ถ้าคุณเป็นคนกันเองและเอื้อเฟื้อ

 

ลองจินตนาการดูว่า คนทุกคน ปฏิบัติต่อกันไม่ว่าโดยตรงหรือทางโทรศัพท์

ด้วยความเมตตากรุณา

ดังเช่นคนยุคบุกเบิกได้กระทำมา

อย่างใจบริสุทธิ์และดีที่สุด,  ตาม บทบัญญัติแห่งตะวันตก นี้

ด้วยสันดานเฉพาะตนที่ยืนยัดสู้ทนการทดสอบ

ถ้ามีคนได้รับรู้ สัมผัสแห่งคาวบอย มากขึ้น

ที่ความเอื้อเฟื้อ,  กริยามารยาท, ความนับถือ และอื่นๆ

พวกเขาจะพบได้อย่างเร็วว่า  ความซื่อสัตย์และเกียรติ

คือพลังอันยิ่งใหญ่

 

ใช่, บทบัญญัติแห่งพฤติกรรม, หลักการ และคุณค่าที่เราต้องการ

ที่จะจับมัดไว้เสียซึ่งความยากไร้และตระกะ

กลอนบทนี้  ขอฝากถึงชาวตะวันตกทั้งหลาย

และคุณภาพคณานับอันเก่าแก่ของพวกเขา

พระเจ้าที่รัก โปรดนำ บทบัญญัติตะวันตก นั้นกลับคืนมา

 

 

 

 



[1] (จาก http://www.geneautry.com/geneautry/geneautry_cowboycode.html)

[2] http://www.thaidanskmilk.com/ 

[3] จากบันทึกความทรงจำของ นายยอด วัฒนสินธุ์ ที่ http://www.thai-danishfarm.com/profile_farm/profile01/profile_add.html

[4] http://www.cowboythai.com

[5] จากเอกสาร Press Release: Gene Autry on Television By Alex Gordon 1950 ที่เว็บไซต์ www.geneautry.com

[6] http://www.sonsofthepioneers.org หรือ  Sons of the Pioneers, 1077 Pointe Royale Dr. Branson, MO 65616

[7] http://www.melodyranchstudio.com/

[8] http://www.royrogersranch.com

[9] ข้อมูลจากhttp://www.royrogers.com , http://en.wikipedia.org/wiki/Roy_Rogers_Family_Restaurants 

[10] http://www.prorodeo.com/

[11]  http://www.cloverdalerodeo.com

[12] http://www.arcasearch.com/faulkcountyrecord/ -Faulk Country Record, Wednesday, March 30, 2005-Vol. 124, No. 13

[13] http://www.cowboyfastdraw.com

[14] http://www.usatoday.com/life/2003-03-10-cowboy-church-usat_x.htm

[15] http://www.markwilliams.net/cowboy.html 

[16] http://en.wikipedia.org/wiki/Ten_Commandments

[17] http://www.baptiststandard.com/2003/3_10/pages/ cowboychurch.html

[18] http://www.baptiststandard.com/2003/3_10/pages/cowboy_fairlie.html

[19]  http://www.baptiststandard.com/2003/3_10/pages/cowboychurch.html 

[20] George Henson http://www.baptiststandard.com/2003/3_10/ pages/cowboychurch.html

 

[21] ที่มา http://www.cowboyday.com/about.php

 

[22] http://www.cowboyday.com/about.php